“สหรัฐฯ ต้องการไทย” แต่ทรัมป์อาจเมินอาเซียน อ่านเกมอำนาจโลกกับ Ted Gover

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนดุลอำนาจในวอชิงตัน และส่งแรงสะเทือนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Ted Gover นักรัฐศาสตร์อเมริกัน มองว่าความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์อาจเปิดทางให้จีนเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาค ขณะเดียวกัน เขากลับเห็นว่าไทยมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ประเทศไทยพร้อมสำหรับบทบาทนั้นแล้วหรือยัง

สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?

เมื่อตั้งคำถามนี้กับ Ted Gover นักรัฐศาสตร์และนักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศชาวอเมริกัน เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในเรดาร์ความสนใจของพวกเขา”

Gover อธิบายว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงประเทศไทยมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระยะทางที่ห่างไกล และผู้นำจำนวนไม่น้อยก็อาจยังไม่เข้าใจความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างเพียงพอ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในบทสนทนาเดียวกัน เขากลับกล่าวอย่างหนักแน่นว่า

“สหรัฐอเมริกาต้องการประเทศไทย”

สองประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งในความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ได้อย่างน่าสนใจ ประเทศไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา มีความสัมพันธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงมาอย่างยาวนาน แต่กลับไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญสูงของการเมืองวอชิงตัน

คำถามคือ ในโลกที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างประเทศ ไทยจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างไร

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากบทสนทนากับ Gover ซึ่งมีขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

Gover สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการเมืองอเมริกันจาก Claremont Graduate University และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Tribal Administration Certificate Program ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยมีประสบการณ์สอนด้านการเมืองอเมริกันและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำความเข้าใจจุดยืนของเขามีความสำคัญ เพราะ Gover มองการเมืองโลกผ่านกรอบที่ให้ความสำคัญกับบทบาทนำของสหรัฐฯ เครือข่ายพันธมิตร และความร่วมมือด้านความมั่นคง เขาเชื่อว่าอิทธิพลของอเมริกาไม่ได้มาจากอำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ประเทศอื่นมีต่อวอชิงตันด้วย

ดังนั้น ข้อวิจารณ์ของเขาต่อนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ จึงควรเข้าใจในฐานะความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจกำลังลดทอนอิทธิพลของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้จีนเพิ่มบทบาทในภูมิภาคสำคัญของโลก

เลือกตั้งกลางเทอม จุดเปลี่ยนอำนาจทรัมป์

Gover ประเมินว่าพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังสูสี

หากเดโมแครตสามารถควบคุมสภาคองเกรสอย่างน้อยหนึ่งสภาได้ เขาเชื่อว่าทรัมป์จะต้องเผชิญการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มข้นขึ้น ทั้งเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัว การใช้อำนาจ และนโยบายต่างประเทศ

แม้ประธานาธิบดีจะยังมีอำนาจบริหาร แต่ความขัดแย้งกับสภาคองเกรสอาจทำให้การผลักดันนโยบายใหม่ยากขึ้น และทำให้ทรัมป์ต้องใช้เวลาไปกับการรับมือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

Gover มองว่าความไม่พอใจด้านค่าครองชีพเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังกดดันรัฐบาล แม้ตลาดหุ้นและตัวชี้วัดเศรษฐกิจบางด้านจะแข็งแกร่ง แต่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังเผชิญภาระราคาสินค้า ที่อยู่อาศัย พลังงาน และค่ารักษาพยาบาล

เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ฐานเสียง MAGA จะยังสนับสนุนทรัมป์ แต่ผู้สนับสนุนบางส่วนผิดหวังที่คำมั่นสัญญาเรื่องการลดค่าครองชีพยังไม่เกิดผลตามที่คาดหวัง ขณะที่ฐานเสียงเดโมแครตมีแรงจูงใจในการออกไปลงคะแนนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งกลางเทอมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความนิยมของประธานาธิบดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการแข่งขันในแต่ละพื้นที่ คุณภาพของผู้สมัคร และประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญ

สำหรับ Gover ผลกระทบสำคัญอีกด้านหนึ่งอยู่ที่นโยบายต่างประเทศ เพราะหากทรัมป์ต้องทุ่มเทความสนใจให้กับความขัดแย้งในวอชิงตันมากขึ้น ภูมิภาคที่ไม่ได้เป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว อาจได้รับความสนใจลดลงไปอีก

เมื่อสหรัฐฯ ลดความสนใจ จีนอาจได้พื้นที่ในอาเซียน

“ทรัมป์จะให้ความสนใจกับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยลงไปอีก และผมคิดว่านั่นจะทำให้จีนมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

นี่คือคำเตือนสำคัญของ Gover

เขามองว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเจรจาโดยตรงกับผู้นำมหาอำนาจ โดยเฉพาะสีจิ้นผิง มากกว่าการประสานความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร

ในสายตาของ Gover แนวทางนี้เป็นข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ เพราะการทำงานร่วมกับญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และอาเซียน จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของวอชิงตันในการเจรจากับปักกิ่ง

แต่การที่สหรัฐฯ ลดความสนใจต่อภูมิภาค ไม่ได้หมายความว่าประเทศอาเซียนจะหันไปเข้าข้างจีนโดยอัตโนมัติ

ผลสำรวจ The State of Southeast Asia 2026 ของสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak Institute พบว่า เมื่อให้ผู้ตอบแบบสำรวจเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในสถานการณ์สมมติที่จำเป็นต้องเลือกข้าง 52% เลือกจีน และ 48% เลือกสหรัฐฯ

ตัวเลขดังกล่าวมาจากการสำรวจผู้มีบทบาทและผู้ติดตามประเด็นภูมิภาค 2,008 คน ไม่ใช่ผลสำรวจประชาชนทั่วไป และสะท้อนว่าความคิดเห็นต่อมหาอำนาจทั้งสองยังแบ่งออกอย่างใกล้เคียงกัน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วอย่างเด็ดขาด

อาเซียนเองก็พยายามรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนผ่านแนวคิด ASEAN Centrality และการเปิดความร่วมมือกับหลายฝ่าย แม้ในทางปฏิบัติ สมาชิกแต่ละประเทศจะมีความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐฯ แตกต่างกัน

ข้อประเมินของ Gover จึงชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า ถ้าสหรัฐฯ ลดบทบาทจริง อาเซียนจะสามารถรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดทิศทางของตนเองได้มากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมองว่าความสนใจของทรัมป์ที่ลดลงหมายถึงการถอนตัวของสหรัฐฯ ทั้งระบบ เพราะความร่วมมือทางทหาร การลงทุน การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปตามผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย

สำหรับไทยนั้น สหรัฐฯ ยังคงเป็นคู่ค้ารายสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าและบริการระหว่างสองประเทศในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 118,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระดับนี้สะท้อนว่า แม้ไทยอาจไม่อยู่ในความสนใจทางการเมืองระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังมีผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ไต้หวัน: ทำไมจีนอาจยังไม่เลือกใช้กำลัง

หนึ่งในประเด็นที่ Gover แสดงจุดยืนชัดเจนที่สุดคือความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลังต่อไต้หวัน

เขาไม่เชื่อว่าทรัมป์จะเต็มใจส่งทหารอเมริกันเข้าไปปกป้องไต้หวัน ถ้าปักกิ่งตัดสินใจเปิดฉากโจมตี

“ผมไม่คิดว่าทรัมป์จะทำอะไรเลย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ผมไม่เชื่อว่าเขาจะยอมให้ชาวอเมริกันต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องไต้หวัน”

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการประเมินการตัดสินใจของทรัมป์ในสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา วอชิงตันดำเนินนโยบายที่เรียกว่า Strategic Ambiguity หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ โดยกฎหมาย Taiwan Relations Act กำหนดกรอบการสนับสนุนศักยภาพในการป้องกันตนเองของไต้หวัน แต่ไม่ได้กำหนดให้สหรัฐฯ ต้องส่งทหารเข้าไปปกป้องโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Gover จะตั้งข้อสงสัยต่อความพร้อมของทรัมป์ในการปกป้องไต้หวัน แต่เขากลับไม่เชื่อว่าสีจิ้นผิงจะตัดสินใจใช้กำลังในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์

“จีนมีสิ่งที่จะต้องสูญเสียมากเกินไป หากตัดสินใจใช้กำลังบุกไต้หวัน”

เหตุผลของเขาคือเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก หากเกิดสงครามและนำไปสู่การคว่ำบาตรหรือการต่อต้านสินค้าจีนจากนานาชาติ ต้นทุนทางเศรษฐกิจอาจสูงเกินกว่าที่ปักกิ่งต้องการแบกรับ

เขาจึงมองว่าสีจิ้นผิงอาจต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ต่อไต้หวันอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

ระหว่างการสนทนา ผู้เขียนหยิบยกอีกมุมมองหนึ่งขึ้นมาแลกเปลี่ยนว่า ความไม่แน่นอนในท่าทีของทรัมป์อาจกลับเป็นโอกาสให้จีนใช้กำลังต่อไต้หวัน หากปักกิ่งเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ตอบโต้ทางทหารอย่างเต็มที่

Gover ยอมรับว่ามุมมองดังกล่าวมีความเป็นไปได้ แต่เขายังเชื่อว่าปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ความพร้อมของจีนเอง โดยเฉพาะต้นทุนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากสงคราม

ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าอนาคตไต้หวันไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจ ศักยภาพทางทหาร และการตัดสินใจของผู้นำจีน ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน

ทำไมสหรัฐฯ จึงยังต้องการประเทศไทย

เมื่อบทสนทนาหันกลับมาที่ประเทศไทย Gover เสนอว่า ไทยอาจมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่าการเป็นเพียงพันธมิตรทางทหารหรือคู่ค้าของสหรัฐฯ

เขามองว่าไทยมีประสบการณ์ยาวนานในการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย และสามารถบริหารความสัมพันธ์กับทั้งวอชิงตันและปักกิ่งได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างสองประเทศ

Gover เสนอว่าไทยและสิงคโปร์อาจช่วยให้ผู้นำสหรัฐฯ เข้าใจกระบวนการคิดและการตัดสินใจของจีนได้ดีขึ้น เพราะมีปฏิสัมพันธ์กับปักกิ่งอย่างใกล้ชิด ขณะที่ไทยยังสามารถมีบทบาทในการช่วยวอชิงตันทำความเข้าใจอินเดียได้อีกด้วย

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการให้ไทยเป็นคนกลางเจรจาระหว่างมหาอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการใช้ความเข้าใจภูมิภาคและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางการทูตของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ Gover ย้ำคือ ไทยต้องทำให้ผู้นำวอชิงตันตระหนักถึงความสำคัญของประเทศมากขึ้น

เขาเสนอให้ไทยสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงกับทำเนียบขาว แต่รวมถึงรัฐสภา กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อสารให้ชัดเจนว่าไทยมีบทบาทอย่างไรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

แต่ข้อเสนอของ Gover ก็ชวนให้ตั้งคำถามกลับมาที่ประเทศไทยเช่นกันว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มหาอำนาจต้องการรับฟัง

เพราะการเป็นประเทศที่เชื่อมโยงมหาอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ความน่าเชื่อถือทางการทูต และความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศ

หากไทยต้องการมีบทบาทมากกว่าเพียงการรักษาสมดุล ก็จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถที่จะทำให้ประเทศอื่นเห็นว่าไทยสามารถช่วยสร้างทางออกหรือความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมได้จริง

อีกด้านหนึ่ง Gover ยังเตือนถึงความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง แม้ไทยจะเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ แต่เขาตั้งข้อสงสัยว่าทรัมป์จะตอบสนองอย่างไรหากไทยเผชิญวิกฤตที่ต้องการความช่วยเหลือทางทหาร

เขาจึงเสนอให้ไทยกระจายความร่วมมือกับประเทศอื่นให้มากขึ้น ทั้งญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

การกระจายความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลดความสำคัญของสหรัฐฯ หรือการหันไปเลือกจีน แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป

จากการรักษาสมดุล สู่การสร้างความสำคัญของไทย

ในช่วงท้าย ผู้เขียนถาม Gover ว่า ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ดำเนินต่อเนื่อง เขายังเชื่อหรือไม่ว่าสหรัฐฯ จะสามารถรักษาบทบาทผู้นำโลกไว้ได้

ซึ่งเขายังคงเชื่อมั่นในจุดแข็งของอเมริกา ทั้งมหาวิทยาลัย การวิจัย นวัตกรรม ตลาดทุน และเครือข่ายพันธมิตรที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ

แต่สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ ต้องรักษาความเปิดกว้างและความสามารถในการทำงานร่วมกับประเทศอื่น เพราะอำนาจระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับความไว้วางใจที่ประเทศอื่นมีต่อสหรัฐฯ ด้วย

มุมมองนี้สะท้อนกรอบคิดหลักของ Gover ว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครแข็งแกร่งกว่า แต่รวมถึงว่าใครสามารถรักษาความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นจากประเทศอื่นได้มากกว่ากัน

สำหรับประเทศไทย บทสนทนาครั้งนี้จึงทิ้งคำถามที่สำคัญไว้

ในโลกที่สหรัฐฯ อาจไม่ใช่พันธมิตรที่คาดการณ์ได้เหมือนเดิม ขณะที่จีนขยายบทบาทและประเทศอื่นๆ พยายามเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเอง การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจยังคงจำเป็น แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง ไปสู่การสร้างความสามารถภายในประเทศ ความน่าเชื่อถือ และเครือข่ายความร่วมมือที่ทำให้เรามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคมากขึ้น

เพราะท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะยืนใกล้สหรัฐฯ หรือจีนมากกว่ากัน แต่คือการทำให้ทั้งสองมหาอำนาจ และประเทศอื่นๆ เห็นว่า เหตุใดประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่พวกเขาไม่ควรมองข้าม