Tesla บุกเวียดนาม เจาะตลาดรถอีวีพรีเมียม ท้าชน VinFast แบรนด์เจ้าถิ่นสุดแกร่ง - Marketeer Online


Tesla ได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในเวียดนามแล้ว ในชื่อ Tesla Motors Vietnam ที่จะปูทางสู่การเปิดโชว์รูมหรือตั้งบริษัทต่อไป 

โดยนี่เป็นการส่งสัญญาณว่า ค่ายรถอีวีอันดับต้นๆ ของโลกสัญชาติอเมริกัน พร้อมแล้วในการบุกตลาดรถอีวีที่โตเร็วสุดในแถบอาเซียน 

แม้เทสลาไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์กับตลาดเวียดนาม เพราะชาวเวียดนามคุ้นเคยกับรถอีวีอยู่แล้ว และระบบนิเวศของยานยนต์ประเภทนี้ในประเทศก็ค่อนข้างครบครันและครอบคลุม 

แต่เทสลาก็ต้องสู้กับค่ายรถเจ้าถิ่นอย่างวินฟาสต์ที่ยอดขายโตต่อเนื่อง และครึ่งแรกของปี 2026 ครองส่วนแบ่งมากถึง 92% ของตลาดรถอีวีเวียดนาม 

ประกอบกับจุดชาร์จที่มีมากมายทั่วประเทศ ผ่านหัวชาร์จกว่า 150,000 หัวและสถานีชาร์จ 3,000 แห่ง จนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานีชาร์จรถอีวีหนาแน่นสุดในโลก

ทว่าการที่สถานีชาร์จส่วนใหญ่เป็นของวินฟาสต์ เคยได้สร้างปัญหาให้บีวายดี ค่ายรถอีวีจีนคู่แข่งของเทสลามาแล้ว 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์ในวงการยานยนต์เห็นว่า เทสลาควรเจาะตลาดรถอีวีพรีเมียม ที่แม้ราคาสูงแต่ก็ไม่สูงเกินไปและมาพร้อมเทคโนโลยีที่ทั่วโลกยอมรับ ผ่านรุ่น “โมเดล 3” และ “โมเดล วาย” 

ซึ่งผลิตจากโรงงานที่เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน แล้วนำเข้ามาในเวียดนาม เพื่อความยืดหยุ่นในการจัดส่ง 

นักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า แม้เทสลาและวินฟาสต์จะเป็น “เกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบของกันและกัน” (Mutual benchmarks) แต่เทสลาเหนือกว่าในเรื่องภาพลักษณ์นวัตกรรม ซึ่งอาจใช้เป็นจุดขายได้ 

และอาจใช้ดีพอสมควรในปัจจุบัน เพราะทั้งเศรษฐกิจกับจีดีพีของเวียดนามกำลังโต จำนวนผู้มีกำลังซื้อสูงจึงมีเพิ่มขึ้น  

อย่างไรก็ตาม หากเทสลาต้องการก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแบรนด์เฉพาะกลุ่มระดับพรีเมียมไปสู่การครองตลาดในวงกว้างของเวียดนาม ก็จำเป็นต้องลดหรือตั้งราคาให้แข่งขันได้มากกว่านี้ 

หรือเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในอนาคต และต้องเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ

สำหรับเวียดนามถือเป็นตลาดรถอีวีที่โตเร็วสุดในแถบอาเซียน โดย 40% ของรถใหม่ในเวียดนามเป็นรถอีวี แซงหน้าเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและไทย 

พร้อมกันนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ยังระบุว่า สัดส่วนรถอีวีในกลุ่มรถใหม่ของเวียดนามดังกล่าว สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งอยู่ที่เพียง 25% เท่านั้น

นี่ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะย้อนไปเมื่อปี 2020 สัดส่วนของรถอีวีในกลุ่มผู้ซื้อรถใหม่ในเวียดนามแทบเป็นศูนย์ 

ซึ่งมีปัจจัยบวกมาจากการส่งเสริมของรัฐบาล โดยค่ายรถเวียดนามที่คว้าโอกาสได้เร็วสุด คือ วินฟาสต์ ที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งเกิน 90% ของรถอีวีในประเทศ

สถานการณ์นี้ยังทำให้ชาวเวียดนามนึกถึงค่ายรถในประเทศก่อนเมื่อจะซื้อรถคันใหม่หรือเริ่มซื้อรถอีวี เพราะถือเป็นเรื่องความภาคภูมิใจ จนช่วยให้ยอดขายของวินฟาสต์ดีวันดีคืน 

ส่วนสิ่งที่น่าจับตามองในการรุกตลาดเวียดนามของเทสลา คือ เทสลาจะชิงส่วนแบ่งจากค่ายรถอีวีเจ้าถิ่นได้หรือไม่ และด้วยวิธีใด หรือตรงตามที่คาดการณ์กันไว้หรือไม่ 

ขณะเดียวกันก็เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของแบรนด์เจ้าถิ่นอย่างวินฟาสต์อีกด้วย 

ทั้งนี้ 3 ตลาดอีวีใหญ่ในอาเซียน คือ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีจุดแข็งและสถานการณ์แตกต่างกันไป 

อินโดนีเซีย ผลักดันอุตสาหกรรมรถอีวีผ่านวัตถุดิบ นั่นคือแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตแบตเตอรี่ และนโยบายจูงใจให้เกิดการผลิตในประเทศ 

ส่วนไทย เติบโตจากการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่เข้มแข็งของค่ายรถญี่ปุ่น แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เปิดรับค่ายรถจีน ซึ่งครองตลาดรถอีวีมากขึ้น 

ซึ่งแม้ทำให้ตลาดรถอีวีในไทยโต แต่ก็ทำให้ค่ายรถจีนได้เปรียบและได้ประโยชน์มากกว่า ส่งผลให้บรรดาค่ายรถญี่ปุ่นที่อยู่มานานและครองตลาดส่วนใหญ่มาตั้งแต่ยุครถใช้น้ำมันไม่พอใจ จนต้องเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล 

ขณะที่เวียดนาม รัฐบาลได้สนับสนุนอุตสาหกรรมรถอีวีอย่างจริงจัง และยังส่งเสริมให้มีการขยายระบบนิเวศของรถอีวีอย่างสถานีชาร์จอีกด้วย 

พร้อมกันนี้ยังผลักดันให้เกิด “แชมเปียนของชาติ” ในอุตสาหกรรมอีวี เพื่อให้คนในชาติภูมิใจกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ 

ซึ่งก็คือ วินฟาสต์ ค่ายรถอีวีเจ้าถิ่นที่ครองส่วนแบ่งเกือบทั้งหมดของตลาดรถอีวีในประเทศ

และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 VinFast ขายรถในเวียดนามไปได้มากกว่า 154,000 คัน ครองตำแหน่งค่ายรถที่ขายดีที่สุดในประเทศติดต่อกันมายาวนานถึง 24 เดือนแล้ว / cnbc, vietnamnews, bitauto