“ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ” ภารกิจพลิกโฉม TFEX ยุคใหม่ จากตลาดเก็งกำไร สู่เครื่องมือปกป้องความมั่งคั่ง

ท่ามกลางโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตั้งแต่สงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก

"การสร้างผลตอบแทน" เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะนักลงทุนจำเป็นต้องมี "เครื่องมือบริหารความเสี่ยง" ควบคู่ไปกับการลงทุน เพื่อปกป้องความมั่งคั่งของนักลงทุนด้วย 

นี่คือแนวคิดสำคัญที่ ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX ถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษกับ “Thairath Money”

โดยสะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดอนุพันธ์ไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นตลาดที่หลายคนมองว่าเหมาะกับการเก็งกำไร ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุน

เปลี่ยนภาพจำจาก "ตลาดเก็งกำไร" เป็น "เครื่องมือบริหารความเสี่ยง"

ตรีวิทย์ เล่าว่า เป้าหมายของตลาด TFEX ไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการซื้อขาย แต่คือการทำให้คนไทยสามารถใช้เครื่องมืออนุพันธ์ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหนึ่งในภารกิจสำคัญ คือ “การเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนไทย”

ที่ผ่านมานักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองตลาดอนุพันธ์เป็นพื้นที่สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่จริงๆ แล้วแก่นแท้ของ TFEX คือการเป็นเครื่องมือสำหรับ Hedging หรือการบริหารความเสี่ยง

โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนตามตำราเดิมที่บอกว่าเมื่อมีสงครามให้หนีไปซื้อทองคำหรือเก็บเงินสดไว้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะความเชื่อมโยงของสินทรัพย์ หรือ Correlation ในอดีตเริ่มหายไป

ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรพึ่งพา “Safe Haven” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเครื่องมือสำหรับบริหารความเสี่ยงที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ดังนั้น ภารกิจในฐานะกรรมการผู้จัดการคนล่าสุดของ TFEX ในปี 2569 นี้จึงเป็นช่วงวางรากฐานมากกว่าการเร่งขยายตลาด ซึ่งอยู่ระหว่างทบทวนทั้งกฎเกณฑ์ ระบบงาน และการทำงานร่วมกับบริษัทสมาชิกและโบรกเกอร์ เพื่ออุดช่องโหว่และยกระดับประสิทธิภาพให้พร้อมรองรับการเติบโต

เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่แข็งแรง การเพิ่มจำนวนนักลงทุนก็อาจไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้

เปิดนิยามใหม่ของตลาด TFEX

ภารกิจหลักของตลาด TFEX ไม่ใช่แค่การทำให้นักลงทุนซื้อขายอนุพันธ์มากขึ้น แต่คือการทำให้คนไทยรู้จักการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เพราะในโลกการลงทุนยุคใหม่ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุด แต่คือใครสามารถรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ดีที่สุดเมื่อความผันผวนเกิดขึ้น

ตรีวิทย์ อธิบายว่า  TFEX ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับสินทรัพย์การลงทุนอย่าง หุ้น กองทุน หรือทองคำ เช่น การใช้ Futures ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้น ใช้ Currency Futures ปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

พร้อมเปรียบเทียบว่าการลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ อย่างหุ้นหรือทองคำเหมือนการใช้ "ดินสอ" วาดภาพความมั่งคั่งของตัวเอง แต่ระหว่างทางย่อมมีจังหวะที่วาดผิด พลาดจังหวะ หรือเผชิญเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้

TFEX จึงทำหน้าที่เป็น "ยางลบ" ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถลบ แก้ไข และปรับกลยุทธ์ได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

ในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอาจไม่ได้ถูกใช้ทุกวัน แต่เมื่อเกิดวิกฤต มันจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาภาพรวมการลงทุนไว้ได้

จาก Product-Centric สู่การโฟกัส Value Proposition

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือการเปลี่ยนแนวคิดการสื่อสารกับนักลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา TFEX มักนำเสนอผลิตภัณฑ์ในลักษณะ Product-Centric ไม่ว่าจะเป็น Gold Futures, Single Stock Futures หรือ Options โดยเน้นอธิบายคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์การลงทุนว่ามันทำงานอย่างไรเป็นหลัก

แต่ในอนาคต TFEX จะเปลี่ยนมาเป็นการโฟกัส Value Proposition หรือการส่งมอบคุณค่าให้แก่นักลงทุน จากเริ่มต้นสื่อสาร "เป้าหมายชีวิตของนักลงทุน" มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนไทยเข้าใจ และเข้าถึงตลาด TFEX ได้มากขึ้น

ตรีวิทย์ มองว่า คนวัยเพิ่งเริ่มทำงาน หรือ First Jobber อาจต้องการสร้างเงินก้อนแรกและยอมรับความเสี่ยงได้สูง ขณะที่บางคนอาจกังวลเรื่องการรักษาความมั่งคั่ง หรือผู้ใกล้เกษียณอาจให้ความสำคัญกับการลดความผันผวนของพอร์ตมากกว่าการไล่ล่าผลตอบแทน

ดังนั้น การนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดียวกับทุกคน จึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ซึ่งมุมมองของการส่งมอบ Value Proposition จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่ TFEX กำลังขาย ไม่ใช่การเปิด Long หรือเปิด Short แต่คือ "คุณค่า" ที่นักลงทุนได้รับ

เขายกตัวอย่าง กรณีนักลงทุนที่ถือหุ้นระยะยาว ไม่ได้ต้องการเก็งกำไรจาก Futures แต่ต้องการปกป้องพอร์ตเวลาตลาดปรับฐาน นักลงทุนที่ซื้อหุ้นต่างประเทศ ไม่ได้กังวลเฉพาะราคาหุ้น แต่กังวลเรื่องค่าเงินบาท

ทั้งหมดนี้คือกรณีศึกษาที่ TFEX มองว่าเป็นคุณค่าที่แท้จริงของเครื่องมืออนุพันธ์ มากกว่าการเป็นตลาดสำหรับการเก็งกำไร

ซึ่งความสำเร็จนั้นไม่ได้วัดจากจำนวนสัญญาซื้อขายต่อวันเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากวันที่นักลงทุนไทยเริ่มมอง TFEX เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการลงทุน 

เอ็มดี TFEX เชื่อมั่นว่า เมื่อเครื่องมือบริหารความเสี่ยงกลายเป็น "เรื่องปกติ" ของนักลงทุน ฐานผู้ใช้งานก็จะขยายตัวได้เองโดยธรรมชาติ

ปัจจุบันนักลงทุนในตลาด TFEX ยังมีไม่ถึง 10% ของนักลงทุนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย ดังนั้น เชื่อว่าจำนวนนักลงทุนยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ซึ่งจะต้องทำให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจว่า TFEX สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตได้อย่างไร

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติพบว่า ฐานนักลงทุน TFEX ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนบัญชี TFEX อยู่ที่ 402,230 บัญชี ก่อนจะเพิ่มเป็น 422,163 บัญชี ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 หรือเพิ่มขึ้น 19,933 บัญชี ภายในช่วง 6 เดือนแรกของปี สะท้อนว่าความสนใจในการใช้เครื่องมืออนุพันธ์เพื่อบริหารพอร์ตลงทุนเริ่มขยายตัวมากขึ้น

ตรีวิทย์ ย้ำว่า สิ่งที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่า TFEX เป็นเรื่องซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์ แต่เกิดจากความไม่คุ้นเคยกับกลไกของเครื่องมืออนุพันธ์ โดยเฉพาะระบบ Margin และการบริหารสถานะการลงทุน

ซึ่งหากได้รับการเรียนรู้อย่างถูกต้อง นักลงทุนจะพบว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความเสี่ยง แต่เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง และสามารถหยิบมาใช้ได้ในเวลาที่ตลาดผันผวน

พร้อมเปรียบเทียบว่า การเรียนรู้การลงทุนในตลาด TFEX ก็เหมือนการหัดขี่จักรยาน ช่วงแรกอาจดูยาก แต่เมื่อเข้าใจกลไกแล้ว จะสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

“การที่เราไปเรียนรู้สกิลพวกนี้เพิ่ม มันดีกับตัวเอง คือถึงเวลาจะใช้ ไม่ใช้ ไม่ได้ว่ากัน แต่คุณจะรู้ว่าใช้ยังไง คุณจะมีทางหนีทีไล่ในยามที่คุณจำเป็นต้องใช้มัน” ตรีวิทย์ กล่าว

ไม่ได้พัฒนาแค่เครื่องมือ แต่กำลังสร้างระบบนิเวศของการลงทุน

การเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดดังกล่าว ไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับวิธีคิดหรือวิธีสื่อสารกับนักลงทุน แต่ยังถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมผ่านการยกระดับทั้งแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และการสร้างองค์ความรู้ เพื่อทำให้การลงทุนใน TFEX เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่ม

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดก็เริ่มสะท้อนผ่านกิจกรรมการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 551,684 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 32.5% จากต้นปี 2569

ตรีวิทย์ อธิบายว่า กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวคือการทำให้ตลาด TFEX มีทั้ง “ความกว้าง” และ “ความลึก” และมีฟีเจอร์ครอบคลุม เพื่อให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยปี 2569 นี้ได้เปิดตัวเครื่องมือที่เรียกว่า "Combination Order" เป็นคำสั่งที่รวมคำสั่งซื้อและคำสั่งขายเข้าไว้ด้วยกันในการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียว ควบคู่กับ "Strategy Builder" หรือการวางกลยุทธ์การลงทุน 

ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย 2 ซีรีส์พร้อมกันในครั้งเดียวเพื่อสร้างเป็น "กลยุทธ์" ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ระบบนี้จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสร้างกรอบความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นด้วยตนเอง

เช่นในกรณีที่นักลงทุนต้องการซื้อออปชันขาลง (Put Options) เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต หากนักลงทุนมองว่าดัชนีอาจจะปรับตัวลง แต่ไม่ลึกมาก ก็สามารถใช้ Combination Order เพื่อจำกัดเพดานผลกำไรสูงสุด แลกกับการจ่ายต้นทุนค่าพรีเมียมที่ถูกลงกว่าเดิม

โดยปัจจุบันฟีเจอร์ดังกล่าวเปิดให้ใช้งานแล้วบน Streaming ในระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และมีแผนจะพัฒนาให้ออกมาอยู่ในรูปแบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือภายในปี 2570

พร้อมขยายขีดความสามารถผลิตภัณฑ์ทั้งการพัฒนาและนำเสนอสินค้าที่ครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นอกเหนือจากหุ้นให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโลหะมีค่า สินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่มีอายุสั้นลง เช่น สัญญารายสัปดาห์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน

ควบคู่กับการย่อขนาดสัญญาให้เล็กลง อย่างโมเดลของ Mini Gold Online Futures ที่เพิ่งเปิดตัวไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินทุนจำกัดสามารถเริ่มต้นบริหารความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องรับภาระสูงเกินไป

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาสภาพคล่อง ด้วยการทำงานร่วมกับผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนจะสามารถเข้าและออกสถานะได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม

เตรียมเปิด Cryptocurrency Futures ต้นปี 70

ตรีวิทย์ ระบุอีกว่า เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรม เป้าหมายการลงทุน และดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ TFEX เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อ้างอิงกับคริปโตเคอร์เรนซี หรือ Cryptocurrency Futures ภายในช่วงไตรมาสที่ 1/2570

โดยจะนำร่องด้วย 2 เหรียญหลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีสัดส่วนครอบคลุมตลาดโลกถึง 50-60% และเป็นที่นิยมของนักลงทุนไทย

เครื่องมือนี้จะเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ถือครองเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีอยู่แล้ว ให้สามารถป้องกันความเสี่ยงและล็อกราคาในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ตรีวิทย์พยายามเปลี่ยน อาจไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของ TFEX แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของนักลงทุนไทย จากการมองหาผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการสร้างและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาว

เพราะในโลกการลงทุนยุคใหม่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่คือคนที่สามารถรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ดีที่สุดในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney