The Energy Reset: จัดระเบียบพลังงานโลกใหม่ เมื่อผู้ชนะไม่ใช่แค่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกมักวนเวียนถกเถียงเรื่องพลังงานอยู่กับประเด็นไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน

แต่ทันทีที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกหยุดชะงัก ประเด็นพื้นฐานอย่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ก็กลับมาอยู่กลางวงสนทนาอีกครั้ง ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาหารือบนเวที The Energy Reset: Who Controls Power in the New Global Order? ภายในงาน Gastech 2026 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย สิงคโปร์ โอมาน และติมอร์-เลสเต ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมด้วย ศรี เจการาจาห์ จาก CNBC ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

THE STANDARD สรุปสาระสำคัญจากเวทีนี้ว่า ระเบียบพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ท่ามกลางสงคราม ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงคำถามสำคัญว่า ในวันที่พลังงานกลายเป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง ประเทศใดจะรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า แล้วใครจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในระเบียบโลกใหม่

โอมานมอง ปัญหาของโลกเวลานี้อยู่ที่ ‘การขนส่งพลังงาน’

ซาลิม บิน นัสเซอร์ อัล เอาฟี (Salim bin Nasser Al Aufi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมาน เป็นคนแรกที่ตอบคำถามว่า โลกกำลังเจอกับภาวะ Energy Shock อยู่หรือไม่ โดยมองว่า ปัจจัยพื้นฐานของการผลิตน้ำมันและก๊าซยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง

เขาระบุว่า ทรัพยากรยังมีอยู่ โลกยังรู้ว่าแหล่งน้ำมันและก๊าซอยู่ที่ไหน มีเทคโนโลยีสำหรับเข้าถึงแหล่งเหล่านั้น และมีองค์ความรู้ตั้งแต่การผลิต แปรรูป ขนส่ง ไปจนถึงการเปลี่ยนก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) และส่งต่อไปถึงผู้บริโภค แต่สิ่งที่กำลังสร้างปัญหา คือ ‘ขั้นตอนสุดท้าย’ ของระบบ หรือการนำพลังงานออกจากพื้นที่ผลิตไปยังพื้นที่ที่ต้องการใช้มากที่สุด

อัล เอาฟีมองว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้ง เพราะหากเป็นเพียงข้อจำกัดทางเทคนิค วิศวกรคงสามารถแก้ปัญหาไปได้แล้ว ช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของความเปราะบางในระบบพลังงานโลก เพราะน้ำมันและก๊าซจำนวนมากจากตะวันออกกลางต้องขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว

รัฐมนตรีพลังงานโอมานระบุผลกระทบของประเทศว่า ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งตึงเครียด ราคาน้ำมันดิบ Oman Blend ขึ้นไปเหนือ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ LNG ในตลาดมีปริมาณตึงตัว และราคาซื้อขายแบบสปอตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

เขายังอธิบายเพิ่มว่า ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ ​โอมานจึงได้รับผลกระทบแตกต่างจากผู้ผลิตบางรายในภูมิภาค เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สามารถผลิตและส่งออกทั้งน้ำมันและ LNG ได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในช่วงที่เส้นทางขนส่งบริเวณอ่าวเผชิญปัญหา

อย่างไรก็ตาม อัล เอาฟีเชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งในที่สุด พร้อมเสนอให้ประเทศผู้ผลิตมองหาเส้นทางส่งออกเพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาจุดผ่านสำคัญเพียงไม่กี่แห่ง

เจการาจาห์จึงถามกลับว่า แม้จะมีเส้นทางสำรอง เส้นทางเหล่านั้นก็อาจถูกโจมตีหรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งได้เช่นกัน ทำให้ อัล เอาฟี ยอมรับว่า ความเสี่ยงลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก หากพื้นที่ใดกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง การส่งพลังงานจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคก็สามารถประสบปัญหาได้เช่นเดียวกัน

เมื่อซัพพลายเดิมสะดุด ใครพร้อมเข้ามาเติมช่องว่าง

จากกรณีช่องแคบฮอร์มุซ เจการาจาห์ตั้งข้อสังเกตถึง ‘อำนาจของระบบพลังงาน’ ในอนาคตว่า ประเทศใดจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเพิ่มการผลิตขึ้นมาทดแทน เมื่อแหล่งเดิมเกิดปัญหา โดยเฉพาะประเทศไนจีเรีย หนึ่งในรัฐที่ต้องการมีบทบาทในภาคพลังงานโลกมากขึ้น

เอ็กเปริกเป เอ็กโป (Ekperikpe Ekpo) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรปิโตรเลียม ด้านก๊าซของไนจีเรีย ระบุว่า รัฐบาลภายใต้ โบลา อาห์เหม็ด ทินูบู ประธานาธิบดีไนจีเรีย กำลังให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ภาคพลังงาน

เอ็กโปอธิบายว่า ก๊าซถูกวางให้เป็นเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ และเป็นทรัพยากรที่รัฐบาลต้องการใช้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การมีแหล่งทรัพยากรอยู่ใต้ดินยังไม่เพียงพอ หากขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเงินทุนที่จะนำทรัพยากรเหล่านั้นออกมาใช้

ไนจีเรียจึงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ สนับสนุนการลงทุนในธุรกิจช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ รวมถึงใช้กลไกภายใต้กฎหมายอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน

ปัจจุบัน ไนจีเรียส่งก๊าซไปยังเบนิน กานา และโตโก พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อเชื่อมต่อไปยังโมร็อกโก รวมถึงหารือกับแอลจีเรียและอิเควทอเรียลกินี ขณะที่รัฐบาลยังผลักดันโครงการ Decade of Gas ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2021 โดยระบุโครงการสำคัญราว 20 โครงการ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้รองรับทั้งความต้องการภายในประเทศ ภูมิภาค และตลาดต่างประเทศ

ติมอร์-เลสเต มองโอกาสจากการกระจายแหล่งพลังงาน

อีกประเทศที่มองเห็นโอกาสจากความต้องการกระจายแหล่งพลังงานคือ ติมอร์-เลสเต โดย ฟรานซิสโก ดา คอสตา มอนเตโร (Francisco da Costa Monteiro) รัฐมนตรีปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ระบุว่า หากต้องการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นให้กับระบบพลังงาน สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การกระจายความเสี่ยง

มอนเตโรขยายความว่า การกระจายความเสี่ยงต้องครอบคลุมทั้งแหล่งทรัพยากร ประเทศผู้ผลิต ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และเส้นทางขนส่ง โดยมองว่า ติมอร์-เลสเต สามารถเข้ามามีบทบาทในฐานะอีกหนึ่งตัวเลือกของตลาด เพราะมีแหล่งก๊าซที่ค้นพบแล้วหลายแห่งซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา

หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ แหล่งก๊าซที่ติมอร์-เลสเตพัฒนาร่วมกับออสเตรเลีย โดยมอนเตโรระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาด้านกรอบกฎหมายและสัญญาที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งจะเปิดทางให้โครงการเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

มอนเตโรระบุว่า ติมอร์-เลสเตตั้งเป้าผลิตก๊าซครั้งแรกในช่วงปี 2034-2035 พร้อมวางทิศทางให้ประเทศมีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งซัพพลายทางเลือกของตลาดเอเชีย

สิงคโปร์เตือน Supply Shock แบบนี้อาจเกิดขึ้นอีก

ในอีกด้านหนึ่ง กัน เซียว ฮวง (Gan Siow Huang) รัฐมนตรีแห่งรัฐประจำกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ กล่าวถึงสถานการณ์จากมุมของประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยมองว่า Supply Shock ที่กำลังเกิดขึ้น คงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นนี้จะได้เผชิญเป็นครั้งสุดท้าย

ปัจจุบัน สิงคโปร์นำเข้าก๊าซธรรมชาติครึ่งหนึ่งจากมาเลเซียและอินโดนีเซียผ่านระบบท่อ ส่วนที่เหลือมาจากประเทศกาตาร์ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และโมซัมบิก ขณะที่รัฐบาลยังต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม และเพิ่มศักยภาพด้าน LNG ภายในประเทศ เช่น วางแผนก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ 2

อย่างไรก็ตาม กันยอมรับว่า การเพิ่มแหล่งนำเข้าและการสำรอง LNG มีข้อจำกัด ทำให้ความร่วมมือกับประเทศรอบข้าง กลายเป็นยุทธศาสตร์พลังงานสำคัญของสิงคโปร์

นอกจากนี้ สิงคโปร์กำลังผลักดันการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของชาติอาเซียน (ASEAN Power Grid) โดยที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกพูดถึงเรื่องนี้มากกว่า 20 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จนกระทั่งวิกฤตทำให้รัฐบาลในภูมิภาคเห็นความจำเป็นของระบบมากขึ้น

กันระบุที่มาที่ไปว่า หลายประเทศในอาเซียนมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เช่น ลาว กัมพูชา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ขณะที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากร แต่มีความต้องการไฟฟ้าสูง

ส่วนอีกหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ คือ สายเคเบิลส่งไฟฟ้าใต้ทะเล โดยขณะนี้ อาเซียนกำลังเดินหน้าจัดทำกรอบด้านกฎหมายและการกำกับดูแลสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อให้โครงการต่างๆ มีความชัดเจนและสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้

นอกเหนือจากโจทย์เรื่องแหล่งพลังงาน อีกแรงกดดันที่มองข้ามไม่ได้ คือการขยายตัวของ Data Center จากกระแส AI ที่กำลังเร่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มความเร่งด่วนให้กับการเชื่อมโยงไฟฟ้าของอาเซียน

กันอธิบายว่า เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อน ความต้องการใช้พลังงานของภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้รัฐบาลสามารถคาดการณ์และวางแผนโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้าได้ แต่การเข้ามาของ AI และ Data Center ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าเดิม

รมว.สิงคโปร์ทิ้งท้ายว่า หากอาเซียนต้องการคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต้องเร่งการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงจัดหาพลังงานให้ทันกับความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้น

มีทรัพยากรแล้ว ประชาชนได้อะไร

อีกคำถามที่เจการาจาห์หยิบขึ้นมาคือ เมื่อประเทศหนึ่งมีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก จะทำอย่างไรให้รายได้จากทรัพยากรเหล่านั้นกลับไปถึงประชาชนจริงๆ

มอนเตโรยกตัวอย่างติมอร์-เลสเต หลังตั้งกองทุนปิโตรเลียม (Petroleum Fund) ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเริ่มพัฒนาทรัพยากร โดยใช้แนวทางของนอร์เวย์เป็นต้นแบบ ซึ่งรายได้จากน้ำมันและก๊าซจะถูกนำเข้าสู่กองทุนก่อน ขณะที่รัฐบาลจะนำออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการอนุมัติของรัฐสภา เพื่อนำไปใช้กับงบประมาณและโครงการพัฒนาประเทศในแต่ละปี

ฝั่งไนจีเรีย เอ็กโปอธิบายว่า รัฐบาลกำหนดให้ผู้ผลิตต้องตอบสนองความต้องการภายในประเทศให้เพียงพอก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปส่งออก พร้อมเดินหน้าผลักดันการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) ในภาคขนส่ง เพื่อลดต้นทุนของประชาชน

ขณะที่ อัล เอาฟี มองว่า ประเทศเจ้าของทรัพยากรควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาแหล่งพลังงานมากกว่ารายได้จากการขาย ทั้งการสร้างงาน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และการเติบโตของบริษัทท้องถิ่น รวมถึงต้องรับฟังความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการด้วย

ก่อนปิดเวที เอ็กโปทิ้งท้ายว่า ประเทศที่จะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในโลกพลังงานในอนาคต คือ ประเทศที่สามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่มาเปลี่ยนเป็นพลังงานที่เชื่อถือได้ ราคาเข้าถึงได้ และส่งไปถึงผู้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรสำรองมากที่สุดเท่านั้น

ภาพ: อัยย์ลดา แซ่โค้ว / THE STANDARD