เปิดเวที ‘The INTANIA Forum’ ผนึกพลังภาครัฐ-การเงิน-ธุรกิจ-อุตสาหกรรม-วิชาการ เชื่อมวิสัยทัศน์ ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่

The-INTANIA-Forum

ในวันที่กติกาทางเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรับมือกับความไม่แน่นอนและระเบียบโลกใหม่ จึงไม่ใช่แค่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกยุคใหม่

ล่าสุด “สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ร่วมกับ “คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เปิดเวทีThe INTANIA Forum” ภายใต้หัวข้อ Surviving Under The New World Order – ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่

โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมมองหาแนวทางที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส ตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ประเทศ การจัดสรรเงินทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจ การพัฒนาพลังงาน ไปจนถึงการสร้างคนและทักษะแห่งอนาคต

สร้างคนสร้างนวัตกรรมปฏิรูประบบราชการ 3 เรื่องที่ประเทศไทยต้องโฟกัส

คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติรับมือระเบียบโลกใหม่” ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “New World Disorder” หรือโลกที่ไม่มีรูปแบบตายตัวและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กัน

1. พัฒนาคน ประเทศไทยต้องสร้างกำลังคนที่สามารถแข่งขันกับคนจากประเทศอื่นได้ โดยให้ความสำคัญกับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวกับโลกการทำงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

2. พัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทในการช่วยสร้างหรือเปิดตลาด เพื่อให้นวัตกรรมจากงานวิจัยสามารถนำไปใช้จริงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

3. ปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการต้องเปลี่ยนบทบาทให้เป็น พันธมิตรของภาคประชาชน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม มากกว่าการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล

ทั้ง 3 เรื่องต้องดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อสร้างกำลังคนที่เข้มแข็ง ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และนำไปสู่แนวคิด ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย

ขณะที่การนำ AI มาใช้ ควรอยู่ภายใต้กรอบคิด 4P ได้แก่

ธปท. ชี้โจทย์สำคัญ คือ จัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ใช้ระบบฐานข้อมูลขจัด “ทุนเทา”

คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง และเกิดขึ้นถี่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการวางแผนระยะยาว พร้อมยกระดับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ

“โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการทำให้เงินทุนไหลไปสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพและสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันต้องดึงทรัพยากรที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะทุนผิดกฎหมายและการทุจริตคอร์รัปชัน กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก

ในระยะต่อไป ธปท. จะนำระบบฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ Data Analytics มาใช้พัฒนาระบบการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยต่อยอดจาก Data Bureau เพื่อเสริมข้อมูลให้มีความครอบคลุมกว่าระบบ Credit Bureau แบบเดิม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีวินัยทางการเงิน มีสภาพคล่องที่ดี และมีข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่น่าเชื่อถือ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและได้รับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อในรูปแบบเดิม

ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจอาเซียน

คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี(SCG) กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับระเบียบโลกใหม่ โดยภาคธุรกิจต้องกล้าปรับตัวและจัดสรรทรัพยากรใหม่อย่างจริงจัง หากธุรกิจใดไม่มีศักยภาพในการแข่งขันหรือไม่สามารถเติบโตได้ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็ควรตัดสินใจ ยุติหรือปรับลดธุรกิจธุรกิจที่ไม่มีอนาคตที่เรียกว่า Zombie Business” และนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว

พร้อมกันนี้ มองว่าอาเซียนควรถูกมองในฐานะ พันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Business Partnership) มากกว่าคู่แข่ง โดยแต่ละประเทศสามารถใช้จุดแข็งของตนเองมาสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน เช่น เวียดนาม มีความโดดเด่นด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ อินโดนีเซีย มีความได้เปรียบด้านฐานการผลิตจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำ ขณะที่ ประเทศไทย ควรมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

คุณธรรมศักดิ์ ยังเสนอให้พัฒนากลไกทางการเงินในระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มขนาดของตลาดเงินและแหล่งทุนของอาเซียน เสริมศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้าง Multiplier Effect ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยสนับสนุนการใช้สินค้าและบริการ Made in Thailand เพื่อให้เม็ดเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนต่อในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ สร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่ามูลค่าการใช้จ่ายเริ่มต้น

ภาคการเงินชี้ SMEs ต้องเร่งเพิ่ม Productivity รับเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shape

คุณขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงแนวคิด “Thriving under The New World Order” หรือการเจริญเติบโตภายใต้ระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่จำเป็นต้องปรับวิธีคิดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการเพิ่ม Production Productivity เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นประมาณ 50–60% ของต้นทุนรวมของธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึง K-Shape Model ซึ่งสะท้อนภาพธุรกิจที่มีทั้งกลุ่มที่สามารถเติบโตขึ้น และกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวได้และมีแนวโน้มถดถอย โดยแนวนโยบายควรมุ่งสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในการปรับตัวและสามารถเติบโตต่อไปในโลกยุคใหม่

สำหรับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ High-Income Economy ภายใน 12 ปี มีการให้ความสำคัญกับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ (1) เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร (2) ยานยนต์สมัยใหม่ (3) AI อิเลคโทรนิกส์ และบริการด้านดิจิทัล (4) การแพทย์และ Wellness (5) การท่องเที่ยว (6) ค้าปลีกและการพาณิชย์ (7) เศรษฐกิจสร้างสรรค์

พลังงานไทยต้องสร้างความมั่นคง กระจายความเสี่ยง และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่

คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Geo-politics กับ Geo-economics ที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศอย่างชัดเจน

ในระยะสั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเพียงพอและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย มีน้ำมันสำรอง และเพิ่มการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วน Bio-diesel

ในระยะกลาง ภาครัฐมีบทบาทในการดูแลราคาพลังงานและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะเดียวกันการเติบโตของ Data Center และ AI จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมีการกล่าวถึงมาตรการต่าง ๆ เช่น AI Training Academy และ Power Usage Effectiveness (PUE)

นอกจากนี้ ประเทศไทยควรเร่งส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ และแผน PDP2026 (Power Development Plan) ซึ่งมีแนวทางเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) จำนวน 2,400 MW ภายในปี 2580 โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่มนำร่อง

วิทยากรร่วมฝากถึงคนรุ่นใหม่: “การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือทักษะสำคัญที่สุดของโลกยุคใหม่”

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสามท่านได้ร่วมกันฝากข้อคิดถึงเด็กและเยาวชนไทย โดยเห็นพ้องกันว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคตของประเทศ และการเตรียมคนให้พร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

วิทยากรเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง ยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ให้เกิดขึ้นจริงในทุกช่วงวัย พร้อมปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนมากกว่าการท่องจำ รวมถึงปรับรูปแบบการวัดและประเมินผลให้สะท้อนทักษะและความสามารถที่แท้จริง

นอกจากองค์ความรู้ทางวิชาการแล้ว เยาวชนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทักษะด้านอารมณ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (EQ) ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

ขณะเดียวกันการเรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาษาจีนรวมถึงภาษาของประเทศคู่ค้าสำคัญในภูมิภาค จะช่วยเปิดโอกาสในการทำงาน การลงทุน และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติได้มากยิ่งขึ้น

โดยเชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัยได้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับความท้าทาย และสามารถเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน