The Odyssey (2026) วีรบุรุษอยู่ในเรื่องเล่า ส่วนตราบาปของชายคนเศร้าอยู่ในหัวใจ
*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey (2026)
จุดร่วมอย่างหนึ่งในหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) คือเขามักมุ่งสำรวจน้ำของความรู้สึกผิดบาป แอกของความสำนึกผิดในสิ่งที่ไม่อาจหวนกลับไปแก้ไขได้ ทั้ง Memento (2000) เรื่องเศร้าของชายผู้กระบวนท่าความทรงจำบกพร่อง ออกตามหาสาเหตุที่ทำให้เมียตาย, ตัวละครที่เมียมีชีวิตอยู่แต่ก็เพียงโลกแห่งความฝันใน Inception (2010) หรือนักวิทยาศาสตร์ผู้ให้กำเนิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่สอง Oppenheimer (2023)
The Odyssey (2026) หนังยาวลำดับล่าสุดของโนแลนที่ดัดแปลงมาจากมหากาพย์ของ โฮเมอร์ (Homer) กวีชาวกรีกโบราณก็เช่นกัน โดยเนื้อหาแล้ว มันพูดถึงการเดินทางอันยาวไกลคล้ายไม่รู้จบของ โอดิสซีอุส (แมตต์ ดามอน) กษัตริย์แห่งอิธากา ที่ไปออกรบยังสงครามกรุงทรอย และหลังจากใช้เวลานานนับสิบปี เฝ้ารอหาทางทำลายกำแพงเมืองทรอยอันแข็งแกร่งอย่างสิ้นหวัง เขาก็คิดกลอุบาย ‘ม้าไม้เมืองทรอย’ อันเลื่องชื่อ แฝงตัวเองและทหารเข้าไปข้างในตัวม้าแล้วมอบให้แก่กรุงทรอยในฐานะของขวัญแก่เทพีอะธีนา แล้วลอบเปิดประตูให้กองทัพขนาดยักษ์ที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก บุกเข้ามาทำลายเมืองทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองภายในคืนเดียว
หนังเล่าเรื่องการพยายามเดินทางกลับบ้านของโอดิสซีอุสหลังสงครามจบลง หากแต่สิ่งที่ทำร้ายและหลอนหลอกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง คือสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงทรอยวันนั้น

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หนังเลือกเปิดเรื่องด้วยลำนำ (song) ซึ่งนัยหนึ่งแล้วคือมุขปาฐะ เป็นเรื่องเล่าจากปากต่อปาก และหนังก็ปิดเรื่องด้วยความสำคัญและบทบาทหน้าที่ของลำนำเช่นกัน เช่นนี้แล้วก็ชวนย้อนกลับมาที่ภาพจำหรือความเข้าใจที่คนหมู่มากมีต่อโอดิสซีอุสและอุบายม้าโทรจัน
จากงานเขียนของโฮเมอร์ที่ถูกอ่าน ชำระและถ่ายทอดใหม่จากรุ่นสู่รุ่นหลายร้อยปี โอดิสซีอุสได้รับการยกย่องและมีภาพจำเป็นนักรบที่ชาญฉลาด เป็นนักวางกลยุทธ์และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สงครามอันยืดเยื้อและยาวนานสิ้นสุดลง ด้วยการออกอุบายม้าโทรจัน ซึ่งโดยตัวมันเองแล้วก็ถูกมองว่าเป็นอุบายอันแหลมคมจากโอดิสซีอุส เป็นเงื่อนกลปราดเปรื่องที่ทำให้กรุงทรอยราบเป็นหน้ากลอง ถึงขั้นที่ว่าในวัฒนธรรมกระแสหลัก มันกลายเป็นสำนวนที่ใช้เรียกโปรแกรมอันตรายที่หน้าตาเหมือนโปรแกรมสามัญ หลอกให้ผู้ใช้งานติดตั้งในคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญในภายหลัง หรือพูดอีกอย่างว่า ทั้งโอดิสซีอุสและกลอุบายม้าไม้ของเขา มีภาพลักษณ์ต่อคนอีกรุ่นหนึ่งในแง่ของวีรุบุรุษผู้เปี่ยมไหวพริบ และกลลวงที่ทำให้ฝ่ายกรีกเอาชนะชาวทรอยได้
แล้วโอดิสซีอุสใน The Odyssey ถูกจดจำหรือได้รับการบอกเล่าอย่างไร หนังเปิดด้วยลำนำที่คนเล่าว่าเขาหายไปกับสงคราม และดูเป็นข้อเท็จจริงที่หนักหนาเสียจนเมียของโอดิสซีอุส ต้องออกมาห้ามไม่ให้ขับร้องลำนำ (หรือในแง่นี้คือถ่ายทอดเรื่องราวต่อไป) อีก เพราะมันยิ่งย้ำเตือนทุกคนว่าโอดิสซีอุสยังไม่กลับบ้าน และในอีกแง่หนึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่า บัลลังก์กษัตริย์ของอิธากายังว่างอยู่ โอดิสซีอุสที่หนังแนะนำให้คนดูรู้จักในตอนแรก จึงเป็นกษัตริย์ที่ออกเดินทางไปรบนานนับสิบปีและยังไม่กลับบ้าน
แล้วหนังจึงแนะนำให้คนดูรู้จักโอดิสซีอุสไปพร้อมกับ เทเลมาคัส (ทอม ฮอลแลนด์) ลูกชายของโอดิสซีอุสกับ เพเนโลพี (แอนน์ แฮธาเวย์) ผู้ไม่เคยรู้จักพ่อ เขาจึงรู้จักโอดิสซีอุสเท่ากันกับที่คนดูรู้จัก เป็นชายที่ออกเดินทางไปรบและยังไม่กลับมา เสียงกระซิบกระซาบและข่าวสารจากชาวทะเลบอกกันว่า พ่อเขาหายไปหลังสงครามสิ้นสุดลง ไม่มีใครได้ข่าวโอดิสซีอุสหลังจากนั้น แล้วหนังจึงแนะนำตัวละครโอดิสซีอุสผ่านสายตาของ ยูเมอุส (จอห์น เลอกิซาโม) คนสนิทที่สุดของโอดิสซีอุส ที่เล่าเรื่องราวของชายที่เขาถวายชีวิตให้ในฐานะกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เป็นนักธนูที่กล้าหาญและมีเกียรติ เป็นผู้นำที่เด็กผู้ชายทุกคนในอิธากายกย่องหลงใหล อยากเป็นคนหยิบยื่นดอกธนูที่โอดิสซีอุสเลือกไปใช้ล่าสัตว์
และหนังยังแนะนำโอดิสซีอุสผ่านสายตาของ เมเนเลอัส (จอน เบิร์นธาล) กษัตริย์เมืองสปาร์ตาที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับโอดิสซีอุส เป็นคนที่เข้าไปขดตัวอยู่ในม้าไม้ที่เป็นเสมือนนรกสำหรับเขา จากคำบอกเล่าของเมเนเลอัส เขามองโอดิสซีอุสด้วยสายตายกย่อง มองอย่างคนที่เชิดชูอีกฝ่ายในฐานะคนที่ทำให้สงครามสิ้นสุดลง
พูดอีกอย่างคือ ตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินมานี้ คนดูรู้จักโอดิสซีอุสผ่านลำนำ ว่าเขาเป็นกษัตริย์ที่ยังไม่กลับมาถึงบ้าน ผ่านคนสนิทที่มองว่าเขาเป็นที่รักของคนในเมือง ผ่านสหายร่วมรบที่มองว่าเขาเป็นเสมือนวีรบุรุษของสงคราม
คำถามคือ แล้วโอดิสซีอุสมองตัวเองอย่างไร เขาคือคนที่กล้าหาญอย่างที่หลายคนมองหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงทหารที่สิ้นหวังต่อการรอคอยอันไม่มีที่สิ้นสุดในการทลายกำแพงกรุงทรอย และออกอุบายที่กลายเป็นบาดแผลทั้งชีวิตของเขา

เพื่อจะอธิบายแหล่งกำเนิดบาดแผลเหล่านี้ของโอดิสซีอุส คริสโตเฟอร์ โนแลน จึงใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีแรกของหนัง ในการอธิบาย ‘โลกของภาพยนตร์ที่ตัวละครอยู่’ หรือคือกฎเกณฑ์และความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ผ่านบทสนทนาระหว่างเพเนโลพีกับเทเลมาคัส โดยเฉพาะ ‘กฎของซุส’ ที่เป็นเสมือนระเบียบทางสังคมที่ชาวกรีกโบราณทุกคนเข้าใจตรงกันและน้อมปฏิบัติ อันหมายถึงการต้อนรับของเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือน ทั้งหาอาหารและที่พักให้ รวมทั้งการที่ผู้มาเยือนต้องให้เกียรติแก่เจ้าบ้านด้วยความสุภาพ รวมทั้งมอบของขวัญเป็นภาพแทนคำขอบคุณแก่เจ้าบ้านและแสดงไมตรีจิต ซึ่งระเบียบนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นับตั้งแต่ที่เพเนโลพีต้อนรับเหล่าผู้มาสู่ขอด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย, เมื่อกองทัพของโอดิสซีอุสบุกขึ้นไปตามเกาะต่างๆ แม้แต่เมื่อเจอ ไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียวพวกเขาก็ยังพยายามจะทำตามกฎของซุส (ด้วยความเชื่อตามที่โอดิสซีอุสกล่าวแก่ทหารของเขาว่า “ไม่มีใครไม่รู้จักกฎของซุสหรอก”) หรือการยกพลขึ้นไปเจอแม่มดที่เปลี่ยนชายหนุ่มเป็นสัตว์ เธอก็น้อมรับกฎดังกล่าวด้วยการเอื้อเฟื้อเชื้อเชิญพวกเขาเป็นอย่างแรก
ดังนั้น ตลอดทั้งเรื่อง เพียงครั้งเดียวที่กฎของซุสที่สังคมกรีกโบราณนับถือถูกละเมิด คือครั้งที่ม้าโทรจันถูกลากเข้าไปในกรุงทรอย และจะว่าไปแล้ว นั่นก็อาจเป็นการข้ามเส้นครั้งใหญ่ ที่ทำให้ระเบียบทางสังคมพังทลายลงหลังจากนั้น -อย่างน้อยก็ในสายตาของโอดิสซีอุส ที่พ้นไปจากเรื่องเล่า ความทรงจำและมุขปาฐะต่างๆ ที่ผู้คนมีต่อตัวเขา โอดิสซีอุสก็มองตัวเองเป็นชายผู้ทำลายระเบียบสังคมลง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ม้าโทรจันถูกส่งมอบสู่กรุงทรอยในนาม ‘ของขวัญแก่เทพีอะธีนา’ และทหารชาวทรอยก็น้อมรับไมตรีจิตนี้ด้วยการโอบรับม้าโทรจันเข้าเมือง โดยไม่ทันตระหนักว่าโอดิสซีอุสและเพื่อนทหารของเขาซ่อนตัวอยู่ในม้า แง่นี้แล้ว โอดิสซีอุสกับกองทัพจึงเป็นผู้มาเยือนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาละเมิดกฎของซุสที่ไม่ให้เกียรติเจ้าบ้าน ทั้งยังแฝงตัวเข้ามาในนามของขวัญแก่พระเจ้าที่ชาวทรอยนับถือ สำหรับเพื่อนทหารทั้งหลาย รวมทั้งเรื่องเล่าในลำนำและมุขปาฐะต่างๆ กลของโอดิสซีอุสอาจเป็นไหวพริบและอุบายที่ทำให้สงครามสิ้นสุดลง แต่สำหรับตัวโอดิสซีอุส ใช่หรือไม่ว่ามันคือสารตั้งต้นที่ทำให้กฎของซุสหรือระเบียบทางสังคมถูกทำลายลง และนี่เองที่กลายเป็นแผลกัดกินหัวใจเขาเรื่อยมา จนต้องหาทางทำลายความทรงจำและเรื่องเล่าที่เขามีต่อตัวเองด้วยการกัดกินดอกบัว ปล่อยตัวเองเป็นชายไร้ความทรงจำอยู่บนหาดไร้อดีต ไร้ปัจจุบันกับหญิงสาว เพราะเอาเข้าจริงเขาก็ไม่อาจสบตากับอดีตที่ตัวเองมีได้
มันจึงไม่สำคัญเลยว่าชาวอิธากาจะขับร้องลำนำถึงเขาอย่างไร ความทรงจำของเพื่อนร่วมรบมีต่อเขาแบบไหน หรือกระทั่งว่ากองทัพพันธมิตรชาวกรีกบุกเอาทำลายกรุงทรอยได้ในที่สุด เพราะสำหรับโอดิสซีอุส ตัวตนและสิ่งที่เขายึดถือมาตลอดทั้งชีวิต ถูกทำลายลงด้วยมือของเขาเองในวันที่ม้าโทรจันได้รับการต้อนรับเข้าสู่กรุงทรอยอย่างสมเกียรติ
รวมทั้งเรื่องที่ว่า เรื่องเล่าที่ผู้คนกระซิบกระซาบต่อ ‘ชาวทะเล’ กลุ่มคนเถื่อนถ้ำกลัวที่ลือกันว่า รอนแรมอยู่กลางทะเล รอคอยเวลาบุกขึ้นเกาะต่างๆ และทำลายอารยธรรมของเกาะเหล่านั้น (เสียจนชาวเมืองสปาร์ตาและอิธากาต้องครุ่นคิดหาทางรับมือหากต้องถูกชาวทะเลเหล่านี้โจมตี) ใช่หรือไม่ว่าชาวทะเลไร้อารยะที่ผู้คนหวาดกลัวในเรื่องเล่านี้คือโอดิสซีอุสและพลทหารของเขา เสียงกระซิบที่ผู้คนมีต่อกันถึงกลุ่มคนป่าเถื่อนไร้วัฒนธรรมจากทะเล และความบ้าคลั่งหลังจากพวกเขาบุกขึ้นแผ่นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายกฎเกณฑ์ของสังคมอีกครั้งและอีกครั้ง เรื่องเล่าของคนเถื่อนไร้ใบหน้าที่ผู้คนหวาดกลัว แท้จริงแล้วคือกษัตริย์ผู้หาทางกลับบ้านหลังกฎระเบียบในสังคมถูกทำลายลง
เราอาจจะกล่าวได้หลวมๆ ว่า ตลอดความยาวสามชั่วโมงของ The Odyssey สิ่งที่ปรากฏต่อคนดูจึงไม่ใช่ ‘ความจริง’ ใดทั้งสิ้น มันเป็นแต่เพียงรูปแบบหนึ่งของเรื่องเล่า มุมมองหนึ่งที่เมีย คนเลี้ยงหมู ทหารร่วมรบและผู้คนในเมืองมีต่อโอดิสซีอุส เท่ากันกับที่ว่า หนังก็ถ่ายทอดสายตาที่โอดิสซีอุสมองตัวเอง ดังนั้น ตลอดทั้งเรื่องมันจึงไม่มีอะไรเป็นความจริงหรือ truth ทั้งสิ้น มันเป็นแต่เพียงเรื่องเล่าที่ถูกบิดอีกชั้นและได้รับการถ่ายทอดผ่านลำนำ มุขปาฐะ หรือแม้แต่ความทรงจำที่ผู้คนมีต่อโอดิสซีอุสและต่อม้าโทรจันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เราอาจจะอ่าน The Odyssey ของโนแลนว่าเป็นความทรงจำฟั่นเฟือน ที่โอดิสซีอุสในฐานะทหารผ่านศึกมีต่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อชีวิต เขาอาจขึ้นเกาะแล้วเจอชายเลี้ยงแกะในถ้ำซึ่งกัดฟันสู้พวกเขายิบตาจนพลทหารล้มตาย และบิดไปเป็นเรื่องของยักษ์ตาเดียวลูกทวยเทพ, ไปเจอหญิงที่ล่อลวงหวังล้างแค้นต่อความอัปยศในชีวิต และจดจำเธอในฐานะแม่มดผู้ทรงฤทธิานุภาพ หรือความสำนึกผิดอย่างรุนแรงต่อชีวิตพลทหารที่ล้มตาย ก็กลับกลับเป็นบทสนทนาที่ทำให้เขาได้มีโอกาสขอโทษและขอบคุณต่อเจ้าตัวในยมโลก
กระนั้น บทความนี้ก็ยังอยากอ่าน The Odyssey ของโนแลนในฐานะที่มันเป็นดินแดนซึ่งเวทย์มนตร์มีอยู่จริง (ดังประโยคเปิดเรื่องของหนัง) ยักษ์ตาเดียวผู้เป็นลูกของโพไซดอนก็มีอยู่จริง, แม่มดผู้แปลงชายนักรบให้เป็นหมูก็มีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่โอดิสซีอุสได้ไปเยือนยมโลกก็มีอยู่จริง นั่นเป็นเพราะว่า หากอ่านด้วยสายตาและเส้นเรื่องเช่นนี้แล้ว แปลว่าโลกอันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากมาย มีกระทั่งยักษ์ กระทั่งมนตร์วิเศษที่พาคนเป็นไปเยือนคนตายได้ ก็ไม่อาจมอบสิ่งที่โอดิสซีอุสโหยหามากที่สุด นั่นคือสิ่งที่เขาสูญเสียไปแล้วอย่างการเป็นชนวนเหตุในการทำลายกฎแห่งซุส (อันเป็นสิ่งที่เหล่าไซเรนขับร้องต่อเขา)
ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจเทียบเคียงกฎของซุสในฐานะสัญญาประชาคม เป็นฉันทามติหรือกฎระเบียบที่สังคมมีร่วมกัน เข้าใจตรงกันว่าทำอะไรได้และไม่ได้ และหากมองด้วยเงื่อนเกณฑ์นี้ ใช่หรือไม่ว่าในโลกซึ่งสงครามระหว่างประเทศและข้อพิพาทเช่นนี้ สงครามคือการละเมิดกฎเกณฑ์ของประชาคมโลก เราทุกคนล้วนเข้าใจกฎทางสังคมที่เป็นเสมือนแก่นแกนในการอยู่ร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดคือเรื่องที่ว่า ไม่ควรมีประชาชนหรือผู้บริสุทธิ์ต้องอดอยากหรือล้มตายเพราะการรุกราน และไม่ควรมีมหาอำนาจหรือประเทศใดถือสิทธิ์ในการรุกคืบดินแดนผู้อื่น เราอาจเทียบเคียงประเด็นนี้ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในโลก ทั้งการรุกรานของอิสราเอลต่อปาเลสไตน์ (อาจจะมองในแง่การเข้าไปทำลายพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยปราศจากความเกรงใจต่อเจ้าบ้านได้ด้วยซ้ำ) หรือความบ้าอำนาจของสหรัฐอเมริกาที่ไม่อินังขังขอบต่อการใช้แสนยานุภาพต่อประเทศรอบนอก ตลอดจนถอยย้อนไปถึงข้อพิพาทอันยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งจนตอนนี้ ความขัดแย้งซึ่งดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ก็ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง และใช่หรือไม่ ว่าทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากการละเมิดข้อตกลงที่ประชาสังคมโลกมีร่วมกัน
และก็ด้วยเหตุนี้ เมื่อหนังเดินมาถึงองก์ท้ายของเรื่อง และจับจ้องไปยังบทสนทนาของโอดิสซีอุสต่อเทพีอะธีนา (เซนเดย์อา) ซึ่งปรากฏกายให้เขาเห็นในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง การณ์กลับเป็นว่า เธอคือนักบวชหญิงในกรุงทรอย ที่ถูกทหารกรีกสังหารในค่ำคืนนั้น อันเป็นค่ำคืนเดียวกับที่เขาเป็นประจักษ์พยานความล่มสลายของกรุงทรอย เช่นเดียวกับความล่มสลายของระเบียบโลกและความเป็นมนุษย์ของเขาด้วย ม้าโทรจันในหนังของโนแลนจึงถูกถ่ายทอด จับจ้องในฐานะสัญลักษณ์ของความเสื่อมถอย ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับอารยธรรมมากกว่าจะเชิดชูมันในฐานะกลอุบายอันชาญฉลาดอย่างที่มันถูกเข้าใจเช่นนั้นเรื่อยมา
หากแต่หนังก็ยังมอบความหวังให้แก่ตัวละครรวมทั้งคนดู โอดิสซีอุสได้กลับบ้านและได้ล้างแค้นให้แก่นายทหารผู้กล้าหาญของเขา การขึงสายธนูของโอดิสซีอุสในช่วงท้ายเรื่องไม่เพียงแต่เป็นการบ่งบอกทุกคนว่าเขามาถึงบ้านแล้ว หากแต่มันยังบอกเล่าความมุ่งมั่นในการจะคืนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เขาทำลายให้สังคมอีกครั้ง หากว่าโอดิสซีอุสติดนิสัยดีดสายธนูเพื่อเตือนเหยื่อและเพื่อให้เกียรติ และการลักลอบเข้ากรุงทรอยผ่านม้าโทรจันคือการละเมิดกฎเกณฑ์แห่งการให้เกียรติที่เขาตั้งไว้ให้ตัวเองนั้น การดีดสายธนูเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อเตือนเหล่าผู้มาสู่ขอในกรุงอิธากา ก็นับเป็นความพยายามจะคืนเงื่อนไข คืนความเป็นมนุษย์กลับมาให้ตัวเองอีกครั้ง
The Odyssey ของโนแลน จึงไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่เชิดชูการต่อสู้ของพันธมิตรกรีกกับกรุงทรอย ตรงกันข้าม ในฐานะภาพยนตร์ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการเล่าเรื่อง มันตั้งคำถามต่อเรื่องเล่า ต่อมุขปาฐะที่ผู้คนมีต่อสงครามครั้งนี้ และมันชวนสำรวจโอดิสซีอุสในฐานะอื่นนอกเหนือเสียจากการเป็นวีรบุรุษ หากแต่เป็นชนวนเหตุซึ่งทำให้ระเบียบโลกล่มสลายลง

The Odyssey คริสโตเฟอร์ โนแลน
เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข
ฝันอยากไปดู โคบี ไบรอันต์ ลงเล่นในลีก NBA แต่จนไบรอันต์รีไทร์ไปแล้วก็มีเงินติดตัวเดินทางไปได้ไม่ถึงสุวรรณภูมิ