โบรกส่องมาตรการ ตลท. ปรับ Tick Size หุ้นราคา 5-50 บาท สร้างเชื่อมั่นทั้งได้-เสียประโยชน์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเริ่มบังคับใช้มาตรการการซื้อขายที่ปรับปรุงใหม่ รวมทั้งสิ้น 8 มาตรการ โดยหนึ่งในมาตรการดังกำล่าวคือการปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคา 5-50 บาทต่อหุ้น มีเปาหมายเพื่อช่วยลดส่วนต่างราคาและเพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า การปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคา 5-50 บาทต่อหุ้น ที่เป็นหนึ่งใน 8 มาตรการของ ตลท. เตรียมจะประกาศใช้ในวันที่ 16 พ.ย. 2569 นี้ เป็นมาตรการที่อยู่ในระดับเป็นกลางต่อภาพรวมตลาดทุน และไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างตลาดในระยะยาวได้ทั้งหมด

โดยการปรับลด Tick Size ในหุ้นราคา 5-50 บาท จะช่วยลดต้นทุนการซื้อขาย (Execution Cost) และเพิ่มความละเอียดในการเสนอซื้อขาย ซึ่งหุ้นที่เข้าเกณฑ์มาตรการนี้จะได้รับประโยชน์จากช่วงราคาที่แคบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกตัวจะมีสภาพคล่องหรือมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้การบีบช่อง Bid/Offer ให้แคบลงจะช่วยให้ผู้ลงทุนได้ต้นทุนที่ดีขึ้นและเป็นธรรมขึ้น แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ผันผวนหรือวิกฤต (Crisis) การที่ช่องราคาแคบลงอาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม

สำหรับการปรับลด Tick Size ใหม่ จะช่วยให้ต้นทุนซื้อขายลดลงและอาจเพิ่มความน่าสนใจของตลาด แต่ในแง่ของเงินทุนต่างชาติอาจยังเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นในกลุ่มดัชนี SET50 และ SET100 ขณะเดียวกันปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และความเสี่ยงที่นักลงทุนจะโยกเงินกลับไปยังสินทรัพย์อื่น ยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางเงินทุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลง Tick Size เพียงอย่างเดียว

จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตัวเลข Year to Date ดัชนี SET ปรับขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ SET50 และ SET100 ปรับขึ้นกว่า 20% ถึงประมาณ 25% ส่วน mai ปรับขึ้นเพียงประมาณ 2% จากข้อมูลชุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนยังให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ มากกว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก แม้หุ้นราคา 5-50 บาท จะมีหลายบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ Tick Size ใหม่ แต่การดึงดูดเงินทุนยังต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐาน และความน่าสนใจของหุ้นแต่ละบริษัทด้วย

ทั้งนี้ในแง่ผลกระทบต่อ Robot Trading และ High Frequency Trading (HFT) มองว่าพฤติกรรม HFT ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรือทำให้ Robot Trading/HFT ลดลง เนื่องจากธรรมชาติของ HFT คือ เน้นทำกำไรระยะสั้นเพียง 1–2 ช่อง ไม่ต้องการรับส่งมอบหุ้น (Settlement) และต้องใช้วอลุ่มเทรดจำนวนมาก โดย HFT จะเลือกส่งคำสั่งเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการวาง Bid/Offer หนาแน่นระดับสิบล้านหุ้นขึ้นไป ส่วนหุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ HFT จะไม่เข้าไปเทรดเพราะมีความเสี่ยงสูงและไม่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม การลด Tick Size อาจช่วยลดต้นทุนการซื้อขายของผู้เล่นกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะเกณฑ์ Short Selling (Zero-Plus Rule) มาตรการปรับเกณฑ์การขายชอร์ตอาจช่วยลดแรงกดดันจากการ Short Sell ในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของราคาหุ้นในท้ายที่สุดยังคงต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) เป็นหลัก

ด้านนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (FSS International) กล่าวว่า มาตรการกำกับการซื้อขายที่ ตลท. ปรับปรุงใหม่ ในภาพรวมถือว่าส่งผลดีต่อตลาดทุนอย่างชัดเจน เนื่องจากถือเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการลดอิทธิพลการแทรกแซงราคาของโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ หรือ Robot Trade และ High-Frequency Trading (HFT)

สำหรับมาตรการซื้อขายใหม่ที่จะมีผลหลัก ๆ มาตรการการปรับเปลี่ยนช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหุ้นในกลุ่มราคา 5 – 50 บาท โดยปรับให้ช่วงสเปรด (Spread) แคบและถี่ขึ้น เช่น หุ้นราคา 25 บาท เดิมขยับช่องละ 0.25 บาท หรือ 1% ปรับเป็นขยับช่องละ 0.10 บาท ซึ่งจะส่งผลให้เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงต่อช่องลดลง Robot Trade จึงจะต้องใช้วอลลุ่มซื้อขายในปริมาณที่สูงขึ้นมากหากต้องการเคลื่อนไหวราคา ดังนั้นการเปลี่ยนช่วงราคาในส่วนนี้จะช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับบัญชีที่ส่งคำสั่งซื้อขายปริมาณมากแต่มีอัตราการจับคู่น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) มาตรการนี้จะช่วยป้องกันพฤติกรรมการส่งคำสั่งหลอก เพื่อสร้างสภาพคล่องเท็จแล้วยกเลิกออกเมื่อถึงคิว

ในส่วนของการขายชอร์ตที่ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยกำหนดให้ใช้ Uptick หากราคาปิดของหุ้นปรับตัวลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไป จะต้องเปลี่ยนเกณฑ์ขายช็อตเป็น Uptick (เสนอขายสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย 1 ช่อง) จากเดิมที่ใช้ Zero Plus Tick ซึ่งจะช่วยลดแรงขายทุบซ้ำเมื่อหุ้นปรับตัวลงแรง รวมถึงการจำกัดสิทธิการขายชอร์ตให้ทำได้เฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET100 เท่านั้น ส่วนนี้เพื่อป้องกันไม่ให้หุ้นสภาพคล่องต่ำเกิดความผันผวนรุนแรงเกินจริง

ด้านการปรับปรุงลักษณะการซื้อขายที่ต้องขึ้นทะเบียนโดยพิจารณาจากการใช้ช่องทางการส่งคำสั่งเฉพาะราย (Dedicated API) หรือพฤติกรรมซื้อขายลักษณะ High-Frequency Trading (HFT) ส่วนนี้จะเป็นในลักษณะเดียวกันกับ Robot Trade ซึ่งมุ่งเน้นการลดอิทธิพลการในด้านการแทรกแซงราคา

ขณะที่การยกเลิกมาตรการบางส่วน ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ และยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) ในส่วนนี้มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกันมาตรการใหม่ที่จะประกาศใช้นี้มีผลกระทบทั้งด้านที่ได้เปรียบและเสียเปรียบต่อกลุ่มนักลงทุน โดยจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือกลุ่มนักลงทุนระยะยาว (Long-term Investors) และนักลงทุนรายย่อย จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากจะช่วยให้มีความมั่นใจและความปลอดภัยในการลงทุนมากขึ้น และราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวสะท้อนตามปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ในขณะที่นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น (Day Traders) อาจจะมีข้อเสียเปรียบในการทำกำไรได้ยากขึ้นในกลุ่มหุ้นราคา 5 – 50 บาท เนื่องจากสเปรดราคาที่แคบลงทำให้การขยับเพียง 1 ช่องอาจยังไม่คุ้มค่าธรรมเนียมการซื้อขายเหมือนในอดีต

อนึงสำหรับ 8 มาตรการกำกับซื้อขายใหม่ของตลท.ประกอบด้วย 1.ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคา 5-50 บาทต่อหุ้น 2.ปรับปรุงเกณฑ์ราคาขายชอร์ต 3.ปรับปรุงหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตโดยจำกัดเฉพาะหลักทรัพย์สภาพคล่องสูงเท่านั้น 4.ปรับปรุงลักษณะการซื้อขายที่ต้องขึ้นทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ 5.เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบัญชีซื้อขายที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขายน้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) 6.ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ 7.ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ และ8.ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)