รู้จัก Tomorrow.io เทคโนโลยี AI-ดาวเทียม พยากรณ์อากาศละเอียดระดับพื้นที่ ที่ไทยเคยทดลองต้นปี

Tomorrow.io คืออะไร? เทคโนโลยี AI และดาวเทียมที่ไทยนำมาทดลองยกระดับระบบพยากรณ์อากาศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพยากรณ์อากาศทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการอาศัยข้อมูลจากสถานีตรวจวัดและเรดาร์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ระบบประมวลผลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มความละเอียดและความรวดเร็วในการคาดการณ์

หนึ่งในบริษัท Climate Tech ที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้คือ Tomorrow.io บริษัทเทคโนโลยีสภาพอากาศจากสหรัฐฯ ที่พัฒนาแพลตฟอร์ม Weather Intelligence หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศเพื่อช่วยให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

สำหรับประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้นำเทคโนโลยีของ Tomorrow.io มาทดลองใช้ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลอง AI มาช่วยเสริมระบบพยากรณ์อากาศของไทย

โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในรูปแบบโครงการนำร่อง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยโครงการทดลองใช้เทคโนโลยี Tomorrow.io มีกรอบวงเงินที่เกี่ยวข้อง 497 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งโครงการนี้ใช้งบประมาณปี 2570 ของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งนี้ ขั้นตอนปัจจุบันเป็นการดำเนินการทดลองและประเมินผล ยังไม่ใช่การอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างระบบ

Tomorrow.io พัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลสภาพอากาศจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลตรวจวัดภาคพื้นดิน และแบบจำลองสภาพอากาศ ก่อนนำมาประมวลผลด้วย AI เพื่อสร้างแบบจำลองสภาพอากาศความละเอียดสูง โดยมีเป้าหมายให้สามารถพยากรณ์ได้ถึงระดับตำบล และนำข้อมูลไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ความร่วมมือเริ่มจากโครงการนำร่องระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน ธันวาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทดสอบการนำข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลอง AI มาผสานกับระบบพยากรณ์ของไทย หนึ่งในพื้นที่ทดสอบสำคัญคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ผลการทดสอบทำให้เห็นศักยภาพของข้อมูลสภาพอากาศความละเอียดสูง โดยเฉพาะการติดตามสภาพอากาศเฉพาะพื้นที่และการประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ระบบสามารถประมวลผลข้อมูลได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือ Near Real-time ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยได้รวดเร็วขึ้น”

ตรวจสอบจุดเด่นของแพลตฟอร์ม Tomorrow.io พบว่า จุดเด่นอยู่ที่การนำข้อมูลจากดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) มาประมวลผลร่วมกับ AI โดยใช้เทคโนโลยี Microwave Sounder ตรวจวัดข้อมูลในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะความชื้น ก่อนนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศและแบบจำลองต่างๆ

ข้อมูลจากอวกาศช่วยให้ระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศได้ละเอียดขึ้น รวมถึงประเมินความเสี่ยงของฝนตกหนักและปรากฏการณ์ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ หรือ “Rain Bomb” ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายของระบบเตือนภัยยุคใหม่

ปัจจุบันบริษัทมีดาวเทียม DeepSky ที่ใช้งานอยู่ 13 ดวง และมีแผนขยายกลุ่มดาวเทียมเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณและความถี่ของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์สภาพอากาศ

กระทรวงดีอี ระบุว่า เทคโนโลยี Tomorrow.io ดังกล่าวมีการใช้งานโดยองค์กรและหน่วยงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึง NASA และกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตลอดจน Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไทยสนใจนำเทคโนโลยีมาเสริมระบบพยากรณ์ของประเทศ

ความแตกต่างจากการพยากรณ์อากาศแบบเดิม คือการขยับจากข้อมูลภาพรวมในพื้นที่กว้าง ไปสู่ข้อมูลเฉพาะจุดมากขึ้น เช่น จากการระบุเพียงว่า “กรุงเทพฯ มีโอกาสฝนตก 60%” สู่การวิเคราะห์สภาพอากาศในระดับพื้นที่ย่อย

โดยแนวทางนี้เปิดทางไปสู่ “พยากรณ์อากาศส่วนบุคคล” เพราะผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มต้องการข้อมูลแตกต่างกัน เกษตรกรต้องการรู้ปริมาณฝนในพื้นที่เพาะปลูก ผู้ประกอบการขนส่งต้องการข้อมูลตามเส้นทาง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องการรู้ว่าฝนจะตกหนักเมื่อใด และมีโอกาสเกิดน้ำท่วมหรือไม่

หากข้อมูลดังกล่าวส่งตรงถึงผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยให้การตัดสินใจเปลี่ยนจากการรอรับมือหลังเกิดเหตุ เป็นการเตรียมพร้อมเชิงรุกก่อนเกิดภัย

การนำเทคโนโลยี Tomorrow.io เข้ามาไม่ได้หมายถึงการแทนที่ระบบเดิมของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นการเพิ่ม “ชั้นข้อมูล” ให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ทั้งเรดาร์ตรวจอากาศ สถานีตรวจวัดอัตโนมัติ ระบบตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลจากดาวเทียม กรมอุตุนิยมวิทยายังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน และ GISTDA เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการพยากรณ์และรับมือภัยพิบัติ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ และ AI มาวิเคราะห์ร่วมกันจนสามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้จริง การเดินหน้าโครงการยังเกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาของไทยที่มีอยู่แล้วในระดับสูง

ทั้งนี้ ข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2569 พบว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีโครงการ 278 โครงการ วงเงินรวม 4,691 ล้านบาท โดยโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรดาร์ การตรวจวัด การพยากรณ์ และการเตือนภัย มี 68 โครงการ วงเงินรวม 4,541 ล้านบาท หรือ 96.81% ของวงเงินในชุดข้อมูลดังกล่าว

ในจำนวนนี้เป็นโครงการระบบเรดาร์ตรวจอากาศ 15 โครงการ วงเงิน 1,847.58 ล้านบาท ระบบสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ AWS/AWOS/LIDAR 35 โครงการ วงเงิน 2,099.52 ล้านบาท ระบบสารสนเทศและแบบจำลองพยากรณ์ 12 โครงการ วงเงิน 507.90 ล้านบาท และระบบเตือนภัยเฉพาะทาง 6 โครงการ วงเงิน 86.93 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยมีทั้งระบบตรวจวัดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพยากรณ์จำนวนมากอยู่แล้ว ขณะที่งบ Tomorrow.io มีจำนวน 497 ล้านบาท ซึ่งผ่าน ครม.ในปีงบประมาณ 2570 แล้วจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการยกระดับระบบด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI

Tomorrow.io เป็นบริษัทหนึ่งในผู้พัฒนาแนวคิด “Weather Intelligence” หรือการนำข้อมูลสภาพอากาศมาประมวลผลด้วย AI เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจ สำหรับประเทศไทย ความสำคัญของโครงการจึงไม่ได้อยู่แค่การพยากรณ์ว่า “ฝนจะตกหรือไม่” แต่คือการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลและลดระยะเวลาระหว่างการตรวจพบความผิดปกติของสภาพอากาศกับการแจ้งเตือน

หากการเชื่อมต่อระบบทำได้เต็มศักยภาพ เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI จะเข้ามาเสริมการรับมือภัยที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน พายุ ฟ้าผ่า และสภาพอากาศทางทะเล