ไทยติด Top 4 เอเชีย ใช้ AI ในที่ทำงาน วิจัยพบ "ความมั่นใจด้านทักษะ" ยังเป็นโจทย์ใหญ่ - Brand Buffet
แชร์ :

โรเบิร์ต วอลเทอร์สเปิดผลสำรวจ พบ ไทยใช้ AI ในการทำงานมากเป็นอันดับที่ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพนักงานไทยมากถึง 94% ใช้ AI ในการทำงานแล้ว และ 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพของตน แต่มีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังคงสอดคล้อง และตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน
ผลสำรวจดังกล่าวมาจากข้อมูลเชิงลึกของพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 ราย (โดยประมาณ 600 รายเป็นข้อมูลจากประเทศไทย) ใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย เกี่ยวกับมุมมองและการใช้งาน AI ซึ่งเผยให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรจัดการบทบาทหน้าที่และทักษะที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จของพนักงานในยุคปัจจุบัน
เปิดภาพรวมเอเชีย-ไทย งานแบบใดได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด
โรเบิร์ต วอลเทอร์สพบด้วยว่า ในภูมิภาคเอเชียนั้น
- 58% ขององค์กรได้นำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงานแล้ว
- 93% ของพนักงานกำลังใช้งาน AI ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง และ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของพวกเขา
- 33% ขององค์กรระบุว่าเป้าหมายสำคัญของการใช้ AI คือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน
- งานด้านการบริหารและการสนับสนุนธุรกิจ (business support), เทคโนโลยีสารสนเทศและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (digital transformation), และบัญชีและการเงิน เป็น 3 หน้างานหลักที่ได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด
ขณะที่ภาพรวมประเทศไทยนั้นพบว่า 94% ของพนักงานใช้ AI ในการทำงาน แต่มีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะของตนยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งาน AI

นอกจากนี้ 72% ของพนักงานเชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในสายอาชีพของพวกเขา โดยข้อกังวลหลักเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ ได้แก่
- ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของ AI
- ทักษะบางอย่างที่อาจล้าสมัยหรือไม่จำเป็น
- การใช้และรักษาความลับข้อมูลขององค์กรอย่างไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ งานที่ AI ช่วยได้มากที่สุด ได้แก่ การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%), การช่วยงานด้านการสื่อสาร (44%), และการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก (43%)
เช่นเดียวกับภาพรวมของภูมิภาค AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า “ปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด AI จะไม่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว อยู่ร่วมกับ AI และนำ AI มาใช้เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป”

คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส
เปิด 3 ความกังวลพนักงานไทย
แม้ AI จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสนับสนุนของพนักงาน แต่ผลสำรวจก็พบด้วยว่า พนักงานไทยยังคงระมัดระวังต่อความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำงานร่วมกับระบบเหล่านี้ โดยความกังวลหลักเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ ได้แก่
- ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI (46%) เนื่องจากพนักงานอาจตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ
- ความกังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัย (43%) จากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ
- ความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ (43%) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญ
ความกังวลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน กรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ
ภาพรวมเอเชีย: การใช้งาน AI สูง แต่ความสำคัญอยู่ที่พนักงานใช้ AI อย่างไร
จากข้อมูลในตลาดที่ทำการสำรวจ พบว่ามีการนำ AI มาใช้งานเป็นเรื่องปกติ โดย 58% ขององค์กรในเอเชียได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงาน และ 93% ของพนักงานระบุว่าพวกเขากำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง ในจำนวนนี้ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของตนเอง
อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของพนักงานเกี่ยวกับผลกระทบของ AI แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ในเวียดนาม (98%) และฟิลิปปินส์ (95%) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการใช้งาน AI สูง มีความเชื่อมั่นสูงว่า AI มีผลกระทบต่ออาชีพ ในขณะที่การพัฒนาทักษะ AI ให้ทันสมัยในทั้งสองตลาดนี้ยังคงตามหลังอยู่

ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่มองโลกในแง่ดีที่สุด (88%) ขณะที่ไต้หวันมีความมั่นใจในทักษะ AI สูงสุด (73%) แต่มีความเชื่อมั่นในผลกระทบของ AI ต่ำกว่าจีนเล็กน้อย ในทางกลับกัน ฮ่องกงและสิงคโปร์รายงานว่าพนักงานมีความเชื่อมั่นว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ (66% และ 67% ตามลำดับ) แม้ว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายก็ตาม
องค์กรในเอเชียระบุว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในงานที่เน้นกระบวนการ ข้อมูล หรือการปฏิบัติงาน โดยสามอันดับแรก ได้แก่ งานธุรการและสนับสนุนธุรกิจ (business support) (43%) งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (35%) และงานบัญชีและการเงิน (32%) ในขณะที่พนักงานเองมักใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหา (47%) วิเคราะห์ข้อมูล (40%) และค้นคว้าข้อมูล (38%)
ตำแหน่งงานใหม่จาก AI
นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตำแหน่งงานเดิมที่มีอยู่แล้ว AI ยังผลักดันให้เกิดความต้องการตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น
- ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ต้องการทักษะและความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางธุรกิจ (เช่น AI Product Manager)
- ตำแหน่งงานด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (เช่น Data Analyst)
- ตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ (เช่น AI Governance หรือ Risk Manager)
ผลการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนและก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ มากกว่าที่จะทดแทนตำแหน่งงานเดิมทั้งหมด เนื่องจากมีองค์กรเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน (workforce optimisation) เป็นเหตุผลสำคัญในการนำ AI มาใช้

คุณปุณยนุช กล่าวเพิ่มว่า “AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา โดยเข้ามาทำงานที่ทำซ้ำๆ แทนคน และช่วยให้พนักงานสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณมากขึ้น เมื่อมี AI เข้ามาช่วย พนักงานจึงต้องตรวจสอบผลลัพธ์อย่างละเอียด เพิ่มบริบท บริหารความคาดหวัง และให้คำแนะนำทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและตรงเป้าหมาย”
“เมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับพนักงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าตนเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้นำภายในองค์กร ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผลสำรวจของเรายังพบอีกว่า การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัว เป็นทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในตัวพนักงาน” คุณปุณยนุชกล่าวปิดท้าย
Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand
เป็นเพื่อนกับเราได้ที่ LINE
แชร์ :