ทำไมอินโดนีเซียเปิดเกมชิงฮับรถยนต์อาเซียน ชวน Toyota ย้ายฐานผลิตหลักออกจากไทย

อินโดนีเซียประกาศท้าชนประเทศไทย เปิดข้อเสนอให้ Toyota ย้ายฐานการผลิตหลัก พร้อมดึงเครือข่ายซัพพลายเออร์ไปตั้งโรงงานครบวงจร หวังเปลี่ยนประเทศจากตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ สู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกระดับโลก แต่การย้ายฐานออกจากไทยทั้งหมดอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการยานยนต์อาเซียน เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียออกปากเชิญชวน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตรถยนต์หลักจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย พร้อมประกาศเตรียมมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างเต็มที่ หากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นตัดสินใจตอบรับข้อเสนอดังกล่าว

ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย กล่าวภายในงานประชุมอุตสาหกรรมยานยนต์นานาชาติ Gaikindo Indonesia International Automotive Conference หรือ GIAC 2026 ที่เมืองตาเงอรัง จังหวัดบันเตน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมสนับสนุนโตโยต้า และพร้อมจัดหามาตรการจูงใจตามที่บริษัทต้องการ หากนำฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยเข้ามาตั้งในอินโดนีเซีย พร้อมตั้งคำถามว่า ในเมื่ออินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคจึงยังตั้งอยู่ในประเทศไทย

เป้าหมายไม่ใช่แค่โรงงานโตโยต้า

เบื้องหลังข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงดึงโรงงานประกอบรถยนต์ของโตโยต้าเท่านั้น แต่รัฐบาลอินโดนีเซียยังต้องการให้เครือข่ายอุตสาหกรรมสนับสนุนและผู้ผลิตชิ้นส่วนย้ายตามเข้าไปด้วย

ปัจจุบันอินโดนีเซียยังต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญหลายประเภทจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ หากสามารถดึงซัพพลายเออร์ของโตโยต้าเข้าไปตั้งโรงงานภายในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยลดการนำเข้า เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับมูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียได้ทั้งระบบ

รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียจึงประกาศพร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม หากโตโยต้าสามารถพาอุตสาหกรรมต้นน้ำและผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าไปลงทุนควบคู่กับโรงงานประกอบรถยนต์

จากตลาดรถยนต์ใหญ่ สู่ฐานผลิตระดับโลก

แม้อินโดนีเซียจะมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ จากจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน แต่ในแง่ของการเป็นฐานผลิตและส่งออกรถยนต์กลับยังมีบทบาทเป็นรองประเทศไทย

ไทยสามารถสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งมาตลอดหลายสิบปี ตั้งแต่โรงงานประกอบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน บุคลากรที่มีทักษะ ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงท่าเรือและเครือข่ายการส่งออก โดยเฉพาะการเป็นฐานผลิตรถกระบะ รถยนต์นั่ง และรถยนต์ไฮบริดของผู้ผลิตญี่ปุ่นหลายราย

อินโดนีเซียจึงต้องการใช้ตลาดภายในประเทศเป็นจุดขาย พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีและลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้บริโภครถยนต์รายใหญ่ ให้กลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ของภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศอาจให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติไม่มากเพียงพอ รวมถึงบรรยากาศการลงทุนและกระบวนการอนุญาตต่างๆ ยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ จึงเตรียมปรับปรุงทั้งมาตรการลงทุนและขั้นตอนทางราชการให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

อินโดนีเซียมี "นิกเกิล" เป็นไพ่ใบสำคัญ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภท

รัฐบาลอินโดนีเซียจึงวางยุทธศาสตร์สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ตั้งแต่เหมืองแร่ การถลุงโลหะ การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ การประกอบรถยนต์ ไปจนถึงการส่งออก

หากสามารถดึงผู้ผลิตรายใหญ่อย่างโตโยต้าให้เพิ่มการลงทุนได้ จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในฐานะศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่ แม้โตโยต้าจะยังดำเนินยุทธศาสตร์แบบ Multi-Pathway ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง และเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำก็ตาม

โตโยต้าไม่ได้เพิ่งเข้าอินโดนีเซีย

ข้อเสนอของรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะโตโยต้ามีฐานการผลิตและเครือข่ายธุรกิจอยู่ในประเทศมานานแล้ว ข้อมูลเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า โตโยต้าผลิตรถยนต์สะสมในอินโดนีเซียครบ 10 ล้านคัน และส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสมแตะ 3 ล้านคัน โดยมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่นระดับ Tier 1 ประมาณ 240 ราย และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Tier 2 และ Tier 3 มากกว่า 520 ราย ขณะที่รถยนต์ที่ประกอบในอินโดนีเซียบางส่วนมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 80%

อินโดนีเซียจึงไม่ได้ต้องการเพียงโรงงานใหม่ แต่ต้องการยกระดับฐานธุรกิจที่โตโยต้ามีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต วิจัย พัฒนา และส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่ม Global South

ทำไมต้องชวนย้ายจาก "ประเทศไทย"

เหตุผลสำคัญคือ ไทยยังเป็นคู่แข่งที่อินโดนีเซียต้องก้าวข้าม หากต้องการขึ้นเป็นฮับยานยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียนที่ผ่านมาไทยมีความได้เปรียบจากการสะสมฐานการผลิตมายาวนาน มีผู้ผลิตชิ้นส่วนครอบคลุมหลายระดับ รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์หลากหลายประเภทเพื่อส่งออกไปทั่วโลก ต่างจากอินโดนีเซียที่ตลาดส่วนใหญ่ยังเน้นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กและรถยนต์สำหรับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากยอดขายภายในประเทศที่ชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และการแข่งขันด้านราคาจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อินโดนีเซียมองเห็นโอกาสในการช่วงชิงเงินลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะโครงการผลิตรถยนต์พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โตโยต้าจะย้ายออกจากไทยจริงหรือไม่

ขณะนี้ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเพียงคำเชิญชวนจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ยังไม่มีประกาศหรือสัญญาณอย่างเป็นทางการจากโตโยต้าว่าจะย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย

ในทางปฏิบัติ การย้ายโรงงานและซัพพลายเชนออกจากไทยทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากโตโยต้าลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนานมากกว่า 64 ปี  มีทั้งโรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานเครื่องยนต์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก

โดยต้นทุนในการเคลื่อนย้ายระบบดังกล่าวย่อมสูงกว่าการสร้างโรงงานเพียงแห่งเดียว และอาจกระทบต่อการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังหลายประเทศ

สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าการถอนฐานออกจากไทยทั้งหมด คือ โตโยต้าอาจจัดสรรการผลิตรถยนต์บางรุ่นหรือการลงทุนโครงการใหม่ให้อินโดนีเซียเพิ่มเติม ขณะที่ประเทศไทยยังคงทำหน้าที่เป็นฐานผลิตรถยนต์บางประเภทตามความเชี่ยวชาญเดิม

ดังนั้น การประกาศครั้งนี้จึงควรมองว่าเป็นการเปิดเกมแข่งขันเพื่อชิงเงินลงทุนและบทบาทฮับยานยนต์อาเซียน มากกว่าจะหมายความว่าโตโยต้ากำลังเตรียมเก็บกระเป๋าออกจากประเทศไทยทันที แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า ความเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ของไทยไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดไป หากมาตรการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ เดินช้ากว่าประเทศคู่แข่ง

ไทยควรเร่งปรับตัวอย่างไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์

1. รักษาค่ายรถเดิม พร้อมดึงการลงทุนรอบใหม่ 

รัฐบาลควรหารือกับโตโยต้าและผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เป็นรายบริษัท เพื่อให้ทราบว่าการลงทุนระยะต่อไปต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร หรือกฎระเบียบ

เป้าหมายไม่ใช่เพียงป้องกันโรงงานเดิมย้ายออก แต่ต้องทำให้รถยนต์รุ่นใหม่ เครื่องยนต์ไฮบริด แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถูกเลือกให้ผลิตในประเทศไทยด้วย

2. เลิกเลือกข้างว่าไทยต้องผลิตเฉพาะ EV 

ตลาดโลกไม่ได้เปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกันทุกประเทศ ไทยจึงควรรักษาความสามารถในการผลิตรถยนต์หลายระบบ ทั้งรถยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงทางเลือก

รัฐบาลได้ปรับมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฮบริดและ Mild Hybrid เพิ่มเติมแล้ว แต่ต้องทำให้เงื่อนไขมีความชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวได้  

3. บังคับให้การลงทุนสร้างมูลค่าในไทยจริง

การให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ควรผูกกับเงื่อนไขสำคัญ เช่น

BOI มีมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับกิจการที่เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศแล้ว แต่ต้องติดตามผลอย่างจริงจังว่าเงินลงทุนทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตขึ้นหรือไม่  

4. ช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเปลี่ยนผ่าน

ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมากยังพึ่งพาเครื่องยนต์ ระบบไอเสีย และชิ้นส่วนกลไกแบบเดิม หากปล่อยให้ปรับตัวเอง อาจมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากซัพพลายเชน

ภาครัฐจึงควรตั้งกองทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการซื้อเครื่องจักร พัฒนาระบบอัตโนมัติ และเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่สินค้าที่ตลาดต้องการ เช่น

ไทยเริ่มมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่ได้ประโยชน์เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่

5. ชิงงานวิจัยและอำนาจตัดสินใจกลับมาไทย

โรงงานประกอบสามารถย้ายได้ หากประเทศอื่นให้ต้นทุนต่ำกว่า แต่ศูนย์วิจัย วิศวกรรม การออกแบบ และการทดสอบย้ายได้ยากกว่า เพราะต้องอาศัยบุคลากรและองค์ความรู้สะสม ดังนั้นไทยจึงควรตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของอาเซียนด้านการออกแบบรถยนต์ การทดสอบความปลอดภัย การพัฒนาซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ และระบบขับเคลื่อน ไม่ใช่แข่งขันกันเพียงจำนวนรถที่ผลิตได้ต่อปี

แต้มต่อของไทยคือมีเครือข่ายมหาวิทยาลัย วิศวกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน และสถาบันทดสอบอยู่แล้ว หากเชื่อมโยงทั้งหมดเข้ากับบริษัทผู้ผลิตได้ จะทำให้การย้ายฐานออกจากไทยมีต้นทุนสูงขึ้น

6. ฟื้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ

ฐานส่งออกจะแข็งแรงได้ต้องมีตลาดในประเทศรองรับ แต่ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และผู้ซื้อรถกระบะจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่ โครงการเปลี่ยนรถเก่าอย่างมีเงื่อนไข การค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบอาชีพจริง การแก้ปัญหาหนี้เสียอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนการซื้อรถที่ผลิตในประเทศ โดยต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการกระตุ้นหนี้รอบใหม่

7. ต้องมีนโยบายเดียวและใช้ต่อเนื่อง

สิ่งที่นักลงทุนกลัวไม่ใช่เพียงภาษีสูง แต่คือกติกาที่เปลี่ยนบ่อย การอนุมัติล่าช้า และความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ประเทศไทยจึงควรจัดทำแผนอุตสาหกรรมยานยนต์ระยะ 10 ปีที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน ครอบคลุมทั้งภาษี การผลิต การส่งออก พลังงาน บุคลากร และสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่มีอำนาจตัดสินใจจริง

ไทยยังได้เปรียบ แต่ห้ามประมาท

ประเทศไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ ทั้งเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ครบถ้วน บุคลากรมีประสบการณ์ ระบบโลจิสติกส์ และความสามารถในการผลิตรถยนต์หลายประเภท ขณะเดียวกัน BOI ระบุว่า ไทยได้รับคำขอลงทุนในห่วงโซ่รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 137,000 ล้านบาท แสดงว่าไทยยังไม่ได้สูญเสียความน่าสนใจในสายตานักลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การย้ายฐานอาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบปิดโรงงานทั้งหมดในวันเดียว ผู้ผลิตอาจค่อยๆ ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ งานวิจัย หรือการลงทุนก้อนใหม่ไปให้ประเทศอื่น ขณะที่โรงงานไทยเหลือเพียงการผลิตรถยนต์รุ่นเดิมและค่อยๆ ลดความสำคัญลง

ดังนั้น คำเชิญของอินโดนีเซียอาจยังไม่ทำให้โตโยต้าย้ายออกจากไทยในวันนี้ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทยต้องรีบเปลี่ยนจาก "ฐานผลิตที่เคยแข็งแกร่ง" ให้กลายเป็น "ฐานเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้" ก่อนที่การลงทุนรอบใหม่จะไหลไปหาคู่แข่งในอนาคต

แหล่งข้อมูล: สำนักข่าว ANTARA, Jakarta Globe  
เรียบเรียง: ไทยรัฐออนไลน์