ลุยล้างมาเฟียเสื้อกาวน์ ‘ช้างใหญ่’จี้ผ่าตัด‘TPBS’
รัฐบาลสกัดไฟล้วงภาษีบาป “อนุทิน” บอกอยู่ระหว่างขั้นตอน ขณะที่อธิบดีสรรพสามิตออกโรงรื้อภาษีไม่เอื้อเอกชน เผยหลังบ้าน "รมว.คลัง" สั่งลุยเต็มสูบ ศึกษาเตรียมความพร้อมไว้แล้วดันเข้าสู่ระบบงบปกติ “โทรโข่งรัฐบาล” เปิดศึกล้างมาเฟียเสื้อกาวน์ตระกูล ส. สภาร้อนฉ่า "พัฒนา" จ่อปรับการทำงาน สสส.เข้าพ่วง สธ. ใช้ KPI วัดคุณภาพงาน "บุญเลิศ ช้างใหญ่" เปิดแผลใหญ่สื่อสาธารณะ บ่อเงินบ่อทองผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หนุนทางรอดผ่าตัดปฏิรูปใหญ่กอบกู้สถานการณ์
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไขกฎหมายปรับเปลี่ยนแหล่งเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬา จากที่เคยได้รับเงินจากภาษีบาปมาเป็นการรับเงินผ่านระบบงบประมาณแทน โดยนายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเรื่องทางสภาใช่หรือไม่ ที่เขาเสนอก็เป็นไปตามขั้นตอนของสภา
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายศุภชัยแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยครับ ผมว่าเป็นไปตามขั้นตอน" เมื่อถามย้ำว่า หากมีการแก้ไขจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงสื่อหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถาม ก่อนหัวเราะ และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าเงิน 4,000 ล้านบาทไปเข้าระบบงบประมาณ โดยที่ไม่ได้จัดสรรให้เครือข่ายกันเอง ก็มีข้อสงสัยว่าที่ผ่านมามีการจัดสรรหรือโอนให้เครือข่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าการกระจายในภาพรวม มีข้อมูลว่าหน่วยงานภาครัฐก็ขอไปเยอะ แต่พอไปดูมันเหมือนหัวโต หน่วยงานหรือองค์กร หรือเอ็นจีโอที่ใกล้ชิดจะได้ไปเยอะ แต่หน่วยย่อยได้หลักแสนหลักหมื่น ซึ่งเมื่อรวมกันดูเหมือนเยอะ
โฆษกรัฐบาลระบุว่า คนในแวดวงสาธารณสุขชอบใช้คำพูดว่า "มันมีมาเฟียในกระทรวงสาธารณสุขจริง" โดยใช้เสื้อกาวน์เป็นเกราะกำบัง ถ้าไม่ใช่หมอจัดการหมอกันเอง ไม่มีใครกล้า ตรงนี้ตนเป็นหัวหอก ตนไม่ได้ทำงานคนเดียว จะมีกลุ่มที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขก็เริ่มเห็นทิศทางและมาให้ข้อมูล เริ่มออกมาส่งเสียงต่อประชาชน
“สิ่งที่จะทำคือการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งการปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่ตระกูล ส. แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสาธารณสุขต้องมีการปฏิรูปใหม่ทั้งหมด แต่รัฐมีบางส่วนที่กลุ่มหมอหรือบุคลากรสาธารณสุขยังเข้าใจไม่หมด หรือไม่ได้ศึกษาตั้งแต่ต้น ก็พยายามให้ข้อมูล เพื่อให้มีการพูดคุยกันมากขึ้น” โฆษกรัฐบาลระบุ
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทยฯ” ว่า ข้อเสนอการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สุราและยาสูบ หรือภาษีบาป ในส่วนการยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีส่วนเพิ่ม 2% ส่งเข้ากองทุนโดยตรงนั้น ไม่ใช่การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่อย่างใด ร่าง พ.ร.บ.ที่ได้กล่าวถึงคือการยกเลิกในส่วนนี้ (ภาษีส่วนเพิ่ม 2%) ซึ่งรัฐบาลจะต้องเสนอร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อจะเพิ่มอัตราภาษีเข้าไปให้กับสินค้ากลุ่มนี้ เป็นการแปรสภาพให้ภาษีส่วนเพิ่มเป็นภาษีสรรพสามิตปกติไป ฉะนั้นผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีในอัตราที่ปัจจุบันเสียอยู่
“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตศึกษาเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเห็นว่าแนวทางการยกเลิกเงินส่งเข้ากองทุน แล้วปรับอัตราภาษีปกติเข้าคลัง มีความเหมาะสมกว่าการให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วค่อยส่งคืนคลัง เนื่องจากช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเงินรายได้เข้าคลังแผ่นดิน โดยโครงสร้างใหม่จะส่งผลให้หน่วยงานและกองทุนเดิมทั้ง 4 แห่งที่เคยได้รับเงินภาษีบาปนอกระบบงบ จะต้องเปลี่ยนมาเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ทั้งหมด” นายพรชัยระบุ
นายพรชัยระบุว่า เนื่องจากจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งเรื่องมาให้รัฐบาล โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะจัดทำความเห็นพร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงแนบเข้าไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันตามลำดับ
ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมวิปรัฐบาลว่า หลังจากรับฟังความคิดเห็นก็จะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นกฎหมายการเงิน พิจารณาก่อนว่าจะลงนามหรือไม่ ก่อนนำกลับเข้าสู่สภา คาดว่าน่าจะใช้ระยะเวลาอีกสักพัก เมื่อร่างกฎหมายกลับเข้าสู่สภา ประเด็นที่สังคมให้ความสงสัย ให้ความสนใจและตั้งคำถาม เช่นนำเงินไปให้สื่อจะเป็นการครอบงำสื่อหรือไม่ หรือการใช้เงินจะพิจารณาให้ความเป็นธรรมได้แบบไหนอย่างไร สภาก็จะมาถกกัน และในชั้นกรรมาธิการก็จะได้พิจารณากันทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อกังวลกรณีการเสนอแก้ไขว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีอำนาจสั่งไทยพีบีเอส ว่าต้องเสนอข่าวอะไร ห้ามเสนอข่าวอะไร หรือวิพากษ์วิจารณ์ใครได้หรือไม่ได้ เพราะเรื่องแหล่งเงินกับอำนาจในการกำหนดเนื้อหาข่าวเป็นคนละประเด็นกัน ยกตัวอย่างว่าศาลยุติธรรมก็ใช้งบประมาณแผ่นดิน และผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณของรัฐสภา แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหรือรัฐสภาจะเข้าไปสั่งศาลว่าต้องพิพากษาคดีอย่างไร
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในวาระพิจารณากระทู้ถามของ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. เรื่องการใช้เงินกองทุน สสส.เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่ ถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯ มอบหมายนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มาตอบกระทู้แทน
นายพัฒนาชี้แจงว่า รัฐบาลมีแนวคิดปรับปรุงการทำงานของ สสส. งบที่ได้รับปีละ 4,000 ล้านบาท การทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงสุขภาพของประชาชน หลังเข้าสู่ยุคสูงวัย การที่ดึงกองทุน สสส.มาทำงานร่วมกระทรวงสาธารณสุข จะทำให้ใช้เงินเหมาะสม และนำตัวชี้วัดของกระทรวงอื่นๆ ที่ดูแลสุขภาพมาใช้ จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล ส่วนการเปิดเผยข้อมูลกองทุน สสส.ใช้ส่วนใดบ้าง จะนำเข้าที่ประชุม สสส.และนำมารายงาน เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้เป็นวงกว้างมากขึ้น
ขณะที่นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ต้องปฏิรูปใหญ่..ก่อนจะสาย (เกินแก้) ไปกว่านี้” ระบุว่า เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบร้อยละ 1.5 ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ใช้หล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
“ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน คนที่เกษียณไปแล้วบางคนก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นโค้ช ที่พนักงานกังขาคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้ค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท กำหนดจ้าง 6 เดือน เป็นเงิน 600,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท” นายบุญเลิศระบุ
นายบุญเลิศระบุด้วยว่า คนในไทยพีบีเอสเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สื่ออื่นๆ เช่นสำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงาน 10-20 คน แต่สามารถนำเสนอข่าว ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม รายงานสด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผลงานข่าวโดนเด่น น่าสนใจ มีผู้ติดตามจำนวนมาก ไทยพีบีเอสเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ้างบริษัทผลิตรายการ ค่าผลิตรายการก็แพงใช่ย่อย ค่าจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอก หลายรายการก็ไม่ใช่ถูกๆ พูดกันแต่ว่าไทยพีบีเอสได้เงินและใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาทน้อยเกินไป แต่ความจริงใช้เงินจากรายได้อื่น ได้แก่ ค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท ดอกเบี้ย ฯลฯ รวมแล้วก็ปาเข้าไปปีละประมาณ 2,600-2,800 ล้านบาท
“ไม่ต้องตะลึง นี่คือความจริง เป็นความจริงของสื่อสาธารณะที่มีสโลแกน 'โปร่งใส ตรวจสอบได้' เหนืออื่นใดหากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ ดังที่องค์กรวิชาชีพสื่อใช้คำว่า 'ปฏิรูป' โดยไทยพีบีเอสต้องปรับตัว ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง และบางทีอาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์ไทยพีบีเอส” นายบุญเลิศระบุ.