TTB ทำไมต้องพลิกเกม!

หากย้อนกลับไปดูวิธีประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคารในอดีต คำถามสำคัญมักหนีไม่พ้นว่า “สินเชื่อจะเติบโตเท่าไร” เพราะสินเชื่อคือเครื่องจักรหลักในการสร้างรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยคือหัวใจของธุรกิจธนาคารมานานนับทศวรรษ
ทว่าธุรกิจของธนาคารกำลังเปลี่ยนไปครับ
กรณีความร่วมมือระหว่าง TTB กับ DBS จึงอาจเป็นมากกว่าดีลความร่วมมือของธนาคารสองแห่ง
แต่มันอาจเป็นภาพสะท้อนว่า การแข่งขันรอบใหม่ของธุรกิจแบงก์กำลังเคลื่อนจาก “สินเชื่อ” ไปสู่การแข่งขันเพื่อครอบครอง “ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง”
วันหนึ่งตลาดอาจไม่ได้ถามเพียงว่า แบงก์ปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
แต่อาจเริ่มถามว่า “แบงก์มีลูกค้ารวยอยู่ในมือมากแค่ไหน” กันล่ะ? และ “บริหารเงินของลูกค้าได้มากเพียงใด”
นักวิเคราะห์ 4 ค่ายโบรกเกอร์ ทั้ง KSS, TISCO, KS และ KTX ต่างมองดีล TTB-DBS ในเชิงบวก
แม้ผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นอาจยังไม่มาก แต่สิ่งที่ตลาดกำลังมองเห็น คือ “มูลค่าทางกลยุทธ์” ในระยะยาว
KSS มองว่าการรับฐานลูกค้าใหม่จาก DBSVT จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ TTB ขยายธุรกิจ Wealth Management ขณะที่ในระยะต่อไป TTB ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์และโซลูชันระดับโลกของ DBS มาต่อยอดให้กับฐานลูกค้าของตัวเองได้
TISCO มองอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ
TTB มีแพลตฟอร์มธุรกิจหลักทรัพย์รองรับอยู่แล้ว หลังการเข้าซื้อกิจการหลักทรัพย์ธนชาต นั่นหมายความว่า การรับลูกค้าใหม่เข้ามาอาจไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
พูดง่าย ๆ คือ “รายได้ใหม่” อาจเข้ามา โดยต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่มากเท่ากับการสร้างธุรกิจขึ้นมาจากศูนย์
นี่คือเสน่ห์ของธุรกิจ Wealth ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเหมือนการปล่อยสินเชื่อ
แต่สามารถสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมได้อย่างต่อเนื่อง
และที่สำคัญ เมื่อลูกค้าเข้ามาอยู่ในระบบแล้ว โอกาสไม่ได้จบอยู่แค่การขายกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ลงทุน ยังสามารถต่อยอดไปสู่เงินฝาก ประกัน อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ หรือที่เรียกกันว่า Cross-selling
KS ประเมินว่า AUM ของ DBS ในประเทศไทย อาจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท แม้การโอนพอร์ตเพียงบางส่วน อาจยังไม่ได้ทำให้กำไรของ TTB กระโดดอย่างมีนัยสำคัญในทันที แต่หากสามารถดึงฐานลูกค้าเข้ามาได้มาก
ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในระยะยาวก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะลูกค้า Wealth ไม่ได้สร้างรายได้เพียงครั้งเดียว
หากธนาคารสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารหรือ AUM มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับความมั่งคั่งของลูกค้า
KTX จึงมองดีลนี้ว่าเป็นการขยายธุรกิจในรูปแบบ Capital-light
คือ TTB สามารถเพิ่มฐานลูกค้าและ AUM โดยไม่จำเป็นต้องซื้อกิจการทั้งหมด ไม่ต้องรับภาระต้นทุนทั้งหมด
และลดความเสี่ยงจากการควบรวมกิจการ
ตัวเลขของ DBSVT ก็สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน ในปี 2568 แม้มีรายได้รวม 630.7 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายพนักงานสูงถึง 442.2 ล้านบาท หรือเกือบ 70% ของรายได้ทั้งหมด
การรับเฉพาะพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม
จึงอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการซื้อธุรกิจทั้งก้อน
ขณะเดียวกัน DBS ก็สามารถหันไปโฟกัสธุรกิจ Private Banking และการลงทุน Offshore ซึ่งเป็นจุดแข็งของตัวเอง จึงเป็นดีลที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
สำหรับ TTB เป้าหมายระยะยาวยิ่งน่าสนใจครับ
เมื่อ TTB Wealth ตั้งเป้าเพิ่ม AUM จากประมาณ 7.15 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เป็น 7.50 แสนล้านบาทในปี 2569 และมุ่งสู่ระดับ 9 แสนล้านบาทภายในปี 2571
ตัวเลขเหล่านี้อาจบอกว่า อนาคตของธนาคารไม่ได้อยู่ที่ “ขนาดสินเชื่อ” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เพราะในยุคที่ส่วนต่างดอกเบี้ยมีความผันผวน
การแข่งขันสินเชื่อรุนแรง
และการใช้เงินทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนมีข้อจำกัด
รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Wealth Management จึงกำลังกลายเข้ามามีบทบาทสำคัญของการเติบโต