“อนุทิน” ปราศรัยวัน UN ย้ำจุดยืนไทยยึดกฎหมายสากล แก้ขัดแย้งด้วยสันติวิธี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ต.ค.69) เวลา 07:30 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยเนื่องในวันสหประชาชาติ ประจำปี 2569 ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการยึดมั่นหลักสันติภาพ การเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเดินหน้ายกระดับบทบาทไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกและภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันสหประชาชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรำลึกถึงการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีเจตนารมณ์ในการธำรงรักษาสันติภาพ ป้องกันไม่ให้ประชาคมโลกต้องเผชิญกับสงครามขนาดใหญ่อีกครั้ง และส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ซึ่งนำไปสู่การจัดทำกฎบัตรสหประชาชาติที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2488 หรือเมื่อ 81 ปีก่อน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างประเทศได้พัฒนาไปสู่การกำหนดกติกาสากลในหลายด้าน ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสตรี สิทธิแรงงาน กฎหมายทะเล ตลอดจนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยแม้กติกาเหล่านี้จะไม่สามารถทำให้ทุกประเทศมีความคิดเห็นตรงกันได้ทั้งหมด แต่ถือเป็นหลักการสำคัญในการอยู่ร่วมกัน และเป็นกลไกเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เวทีเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ทั้งนี้ ประชาคมโลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนเป็นบททดสอบความเข้มแข็งของระเบียบโลกและความสามารถของนานาประเทศในการบริหารจัดการปัญหาร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการเคารพอธิปไตยและความเสมอภาคของทุกประเทศ การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือและกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยได้ยืนยันจุดยืนดังกล่าวในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้ายกระดับบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญอยู่

สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากนานาประเทศร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางและอนาคตเศรษฐกิจโลก

การจัดประชุมดังกล่าวยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสร้างความเข้าใจและต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งภายใต้กรอบสหประชาชาติ ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี และเวทีพหุภาคีในทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

นายกรัฐมนตรีกล่าวในช่วงท้ายว่า ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับประชาคมโลกอย่างแข็งขันและสร้างสรรค์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ขององค์การสหประชาชาติในการธำรงรักษาสันติภาพ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนทุกคน

Back to top button