‘สีหศักดิ์‘ ชี้ กัมพูชาร้อง UN รับรอง MOU 43 และแผนที่ 1:200,000 ไม่กระทบไทย - The Reporters

‘สีหศักดิ์‘ ชี้ กัมพูชาร้อง UN รับรอง MOU 43 และแผนที่ 1:200,000 ไม่กระทบไทย ย้ำ เอกสารอยู่ในระบบสหประชาชาติอยู่แล้ว ยัน ไทยต้องเดินตามกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS แต่มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ชาติได้เต็มที่ ซัด กัมพูชาปิดประตูเจรจาทวิภาคีเองและใช้ทุกเวทีระหว่างประเทศโจมตีไทย

วันนี้ (5 ส.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัมพูชาเตรียมร้อง UN ให้รับรอง MOU 2543 และแผนที่ 1 ต่อ 200,000 จะส่งผลกระทบอะไรต่อไทยหรือไม่ ว่า เอกสารหรือ MOU ต่างๆ เป็นที่รับรองของ UN อยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรใหม่ และไม่ได้มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงกังวล ซึ่ง MOU 2543 ไม่ใช่ต้องมีเฉพาะแผนที่ 1 ต่อ 200,000 แต่ยังมีเรื่องที่เขียนไว้ในสนธิสัญญา เช่นสันปันน้ำ รวมถึงแผนที่ที่ไทยมีอยู่ คือ 1 ต่อ 50,000 ซึ่งทางไทยก็ยืนยันไปด้วย ดังนั้น การดำเนินการของกัมพูชา จึงไม่ได้ส่งผลอะไรกับไทย เพราะเป็นหลักฐานที่มีอยู่ที่ UN

ส่วนความคืบหน้าที่กัมพูชา ดึงไทยเข้าสู่การประนอมภาคบังคับ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างให้ทั้ง 2 ฝ่าย มีส่วนร่วมในการเสนอชื่อ มีการส่งชื่อมาแล้ว 6-7 คน จากนั้นแต่ละฝ่ายจะต้องเลือกมา 3 ชื่อ จึงอยู่ในขั้นตอนระหว่างการรวบรวมรายชื่อจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นการตัดสินใจของคณะผู้ประนอม ที่ขณะนี้มีอยู่ 4 คน

ส่วนที่นายก​รัฐมนตรี​ ยืนยันว่าทางกัมพูชาไม่สามารถมาบังคับประเทศไทยได้ สรุปแล้วไทยจะเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับหรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า การประนอมภาคบังคับ ถือเป็นกระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งต้องเดินตามกติกา หากใครไม่เดินตามกระบวนการ ซึ่งกระบวนการก็จะเดินหน้าด้วยตัวของมันเองอยู่ดี โดย UN จะมีการแต่งตั้งผู้ประนอมให้กับฝ่ายไทย ดังนั้น ไทยจึงต้องเดินตามกระบวนการนี้ แต่มั่นใจว่า จะสามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

นายสีหศักดิ์​ กล่าวต่อว่า ความจริงแล้วไทยยืนยันมาตลอดว่าขั้นตอนยังไม่ถึงเรื่องของการประนอมภาคบังคับ ต้องเกิดการเจรจาทวิภาคีก่อน ภายใต้ UNCLOS แต่ฟากฝั่งของกัมพูชา ก็อ้างว่า ไทยยกเลิก MOU 2544 จึงต้องเข้าการประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยก็เคยยืนยันไปแล้วว่า ที่ยกเลิกเพราะ MOU 2544 ไม่มีความคืบหน้ามา 20 ปีแล้ว และการยกเลิก MOU 2544 เพื่อให้เริ่มสู่กระบวนการเจรจาใหม่ภายใต้ UNCLOS ซึ่งกัมพูชาเพิ่งเข้ามาเป็นภาคี เมื่อเดือนมีนาคม จึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดกัมพูชาจึงไม่ลองเข้ามาร่วมเจรจาทวิภาคี​ก่อน ซึ่งอาจจะสร้างบรรยากาศที่ดี เพื่อให้ 2 ฝ่ายได้เริ่มต้นพูดคุยปัญหาชายแดนทางบกได้บ้าง

“ผู้นำทั้ง 2 ได้พูดคุยกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ ​พูดคุยทวิภาคีทุกเรื่อง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หยุดการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานนี้ น่าจะมีการเปิดช่องให้มีการพูดคุยกันเรื่องดินแดนทางทะเลก่อน ไทยจะได้มีการขยับบ้างในเรื่องของทางบก แต่พอทางกัมพูชาไม่เอาอะไรเลย และเข้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับ เท่ากับว่า การพูดคุยเรื่องชายแดนทางบก กัมพูชาเองนั่นแหละ ที่เป็นคนปิดประตู และยังไม่ละเว้นใช้ทุกโอกาสโจมตีไทยบนเวทีโลก “ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์​ ยังย้ำถึงกรณีรายงานพิเศษ​ของทอม แอนดรูว์ ที่กล่าวเรื่องสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ว่า เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของนายแอนดรูว์ แต่การที่จะบอกว่า ใครรุกล้ำใครอยู่นอกเหนืออาณัติของ UN และต้องคำนึงด้วยว่าสถานการณ์ไทย – กัมพูชาอยู่ในช่วงละเอียดอ่อน การแถลงใดๆ ที่พาดพิงประเทศไทย ก็จะถูกกัมพูชานำมาใช้ ก่อนจะย้ำว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จะต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางการเมืองด้วย สิ่งที่เป็นห่วงคือไม่อยากให้เขา ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายกัมพูชา

แนะแนวเรื่อง