“เป้าหมายการพัฒนาระดับโลกต้องทำให้คนจับต้องได้ในบ้านตัวเอง”: นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย
ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศ ได้ร่วมกันรับรอง ‘วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030’ (2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งนำไปสู่การกำหนด ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (SDGs) 17 เป้าหมาย ที่แต่ละประเทศทั่วโลกต้องเดินหน้าบรรลุภายในปี 2030 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง
ในการขับเคลื่อน SDGs ในระดับโลกนั้น องค์กรหนึ่งที่บทบาทสำคัญคือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ทำงานเชื่อมโยงความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงในแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทยเองที่ก็กำลังเดินหน้าทำงานร่วมกับ UNDP อย่างใกล้ชิด
จากประสบการณ์ของ UNDP ในการทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาของไทยมายาวนานนั้น พวกเขามองโจทย์การพัฒนาของประเทศไทยในปัจจุบันอย่างไร และภายในกรอบเวลาอีกประมาณสี่ปีที่เหลือก่อนที่ SDGs จะสิ้นสุดลงในปี 2030 ประเทศไทยควรเดินหน้าอย่างไร และ UNDP จะหนุนเสริมอย่างไร เพื่อจะพาประเทศไทยไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้แท้จริง? วันโอวัน ชวนไปสนทนากับ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ถึงประเด็นเหล่านี้

คุณอยู่ในฐานะผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทยมาแล้วประมาณสองปี ผมขอเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ เลยว่า คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาในประเทศไทยตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา
ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก โดยในแง่ของการพัฒนา ฉันเห็นว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะทะเยอทะยาน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ว่ามีในทุกๆ ที่ ซึ่งมันก็น่าประทับใจเป็นพิเศษ และพันธสัญญาในการพัฒนานี้ก็ยังดำเนินสืบเนื่องมาแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะเวลาตลอดสองปีที่ผ่านมาที่ฉันเริ่มเข้ามารับตำแหน่ง นี่จึงเป็นโอกาสอันดีในการวางแรงจูงใจที่เหมาะสม (Right Incentives) เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่นประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งผู้นำของไทยได้ขยับเป้าหมายจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 นับว่าเร็วขึ้นถึง 15 ปี อีกตัวอย่างหนึ่งคือความพยายามสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีความมุ่งมั่นว่าจะเข้าเป็นสมาชิกสำเร็จภายในปี 2028 ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และมาตรฐานเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนเพื่อให้บรรลุเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ดังนั้นนี่จึงเป็นประเทศที่มีความทะเยอทะยานสูง และยังมีศักยภาพสูงพอจะสอดรับกับความทะเยอทะยานนั้น
อีกเรื่องสำคัญที่ฉันได้เรียนรู้คือ แม้ประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพอันเหลือเชื่อในการจะพยายามก้าวไปข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นระดับโลกยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยติดหนึ่งในสิบอันดับประเทศที่เปราะบางที่สุดในโลก แต่ฉันก็เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะแปรเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นจุดแข็ง
เพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดขึ้น เมื่อเรามองไปที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สองในสามของจีดีพีภูมิภาคนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนต้องเริ่มวัดความก้าวหน้าในรูปแบบที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่เรื่องของจีดีพี ไม่ใช่แค่เรื่องผลกำไร แต่มันคือประเด็นที่ว่าจะปัจจัยอะไรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ และสำหรับประเทศไทย เราเริ่มเห็นว่ามีการยอมรับเอามูลค่าของธรรมชาติ (Value of Nature) เป็นหนึ่งปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยประเทศไทยได้เพิ่งออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sovereign Sustainability-Linked Bond) เป็นฉบับที่สอง ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่สองของโลกที่ทำสิ่งนี้ นี่นับเป็นการขับเคลื่อนการลงทุนโดยอาศัยทุนทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนไปสู่ธรรมชาติ หนึ่งในตัวชี้วัดของพันธบัตรฉบับนี้คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะบรรลุเป้าหมาย 30×30 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มุ่งอนุรักษ์พื้นที่ของประเทศให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2030 ซึ่งนับเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มาก ดังนั้นในแง่หนึ่งจึงเท่ากับว่าประเทศไทยกำลังส่งสัญญาณว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญผ่านการให้มูลค่ากับธรรมชาติด้วยตัวชี้วัดใหม่คือ Nature Relationship Index
คุณเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีความทะเยอทะยานในการพัฒนา แต่คุณพอจะเห็นว่าประเทศไทยมีช่องว่างหรือมีพื้นที่ที่จะทำให้มันดีขึ้นได้อีกไหม
แน่นอน ฉันคิดว่าเราทุกคนต่างอยากจะปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่เมื่อเรามองไปที่เป้าหมาย SDGs ในภาพรวมภายใต้กรอบเวลาที่เหลืออีกประมาณ 1,600 วัน พบว่ามีเพียงหนึ่งในห้าของเป้าหมาย SDGs แต่ละข้อเท่านั้นที่บรรลุผลสำเร็จ และยังมีช่องว่างทางการเงินประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในระหว่างนี้จนถึงปี 2030 เพราะฉะนั้นไม่ว่าประเทศไทยและประเทศไหนๆ ก็ยังล้วนมีจุดที่ต้องปรับปรุง
สำหรับประเทศไทย เรื่องหนึ่งที่ต้องยกระดับคือธรรมาภิบาลระบบเปิด (open governance) และความโปร่งใส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ตระหนักจากการลงนามสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะมันมีตัวชี้วัดที่เข้มงวดและเฉพาะเจาะจงในการจะบรรลุเรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลไทยก็เพิ่งเข้าร่วมความร่วมมือด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Partnership: OGP) และกำลังร่างยุทธศาสตร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งโดยหลักแล้ว มันคือเรื่องความมุ่งมั่นในการสร้างบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีราคาย่อมเยาลง มีแนวทางการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่ออกแบบร่วมกับประชาชน มีการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อให้ครอบคลุมทุกคนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปรับปรุง และเมื่อเช้านี้ (3 ก.ย. 2026) ฉันได้ไปร่วมงาน Bangkok Business Summit ก็ได้ฟังนายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ถึง 7,000 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ฉันว่านี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะเร่งบรรลุ SDGs ได้ และช่วยให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ยั่งยืนมากขึ้น และครอบคลุมมากขึ้น
ประการที่สองคือเรื่องการนำ SDGs ลงสู่ระดับท้องถิ่น (SDGs Localization) ซึ่งเรื่องนี้ก็ประยุกต์ใช้อยู่กับทุกประเทศ และประเทศที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อน SDGs นั้นก็คือประเทศที่ประชาชนจับต้องผลของการพัฒนาได้ที่บ้านตัวเอง เพราะ SDGs คือคำที่เกิดจากที่ประชุมสหประชาชาติในมหานครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) แต่คนทั่วๆ ไปจะรับรู้ถึงมันได้ในบ้านตัวเองก็ต่อเมื่อมันช่วยให้พวกเขาตั้งตัวทำธุรกิจได้ หรือช่วยให้ลูกๆ ของพวกเขาได้รับการศึกษาที่ดี ทำให้พวกเขาได้รับการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ดังนั้นการนำบทสนทนาเรื่อง SDGs เข้าไปอยู่ในบ้านของแต่ละผู้คนจะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งนี้คือประตูที่เปิดไปสู่ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะนี้ ประเทศไทยทำเรื่องนี้ได้ดีและยังมีพื้นที่ที่จะทำให้ดีขึ้นได้อีก โดยสหภาพยุโรป (EU) และ UNDP ก็กำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในโครงการ SDG Localization ด้วยการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในประเทศไทย และยังเปิดพื้นที่ให้ภาคการปกครองท้องถิ่น ประชาสังคม หอการค้า มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค มาหารือกันเพื่อนำเป้าหมายระดับโลกมาทำให้เกิดผลจริงในระดับท้องถิ่น และเกิดคุณค่าต่อชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง ที่จริงแล้ว ฉันคิดว่าประเด็นนี้คือเรื่องที่ต้องได้รับความสนใจและต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อีกเรื่องที่นับเป็นความท้าทายของไทยประการคือความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อเกิดสงครามในอิหร่าน โดยผลศึกษาของเราชี้ว่าปัญหานี้กำลังทำให้ภูมิภาคนี้อาจเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.99 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ผู้คนกว่า 8 ล้านคนถูกผลักเข้าสู่ความยากจน สำหรับประเทศไทยเอง เรื่องนี้ก็คือความท้าทายอย่างมากในการเข้าถึงพลังงาน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องการขับเคลื่อนตลาดพลังงานหมุนเวียนสำหรับอนาคตเพื่อจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ซึ่งความท้าทายของไทยคือจะแปรเปลี่ยนพันธสัญญานี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร และเรื่องนี้ก็อาจต้องรับมือจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้าง และความยากในอีกหลายเรื่อง เพื่อจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นธรรมในอนาคต
SDGs Localization ในไทยคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่สาม คือเรากำลังสร้างความร่วมมือและการวิจัยในจังหวัดต่างๆ ที่เข้าร่วม และที่ผ่านมาเราได้ทำข้อมูลสรุป (Profiles) ไปแล้วสำหรับ 15 จังหวัด ซึ่งผลลัพธ์ของมันไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลการพัฒนาระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนข้อมูลเชิงลึกสำหรับการลงทุน (Investment Intelligence) สมมติว่าฉันเป็นคนในภาคเอกชนที่มองหาโอกาสในการเติบโตนอกกรุงเทพฯ ฉันก็ต้องอยากรู้ว่าข้อมูล SDGs ของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ความเสี่ยงและโอกาสของการเข้าไปลงทุนในพื้นที่เหล่านี้คืออะไร การใช้กรอบ SDGs จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและความเชื่อมโยงของแต่ละเรื่อง
แต่ละจังหวัดในประเทศไทยก็มีบริบทของตัวเอง แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่า SDGs จะถูกนำไปใช้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัดได้
นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก ในการนำเป้าหมายระดับโลกมาปรับใช้ในระดับท้องถิ่น แน่นอนว่ามันมีเป้าหมายร่วมกันและมีทิศทางเดียวกันอยู่ แต่ว่าแต่ละพื้นที่ก็มีเส้นทางในการจะไปถึงเป้าหมายแตกต่างกันมาก เส้นทางสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับกรุงเทพฯ ก็แตกต่างจากเส้นทางของจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบริบทแต่ละพื้นที่ก็ย่อมต่างกัน ดังนั้นการจะสร้างคุณค่าให้กับ SDG Localization คือการนำผู้คนมาพูดคุยหารือกันในเรื่องการพัฒนา โดยไม่ใช่การไปบอกพวกเขาว่า “นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ” แต่เป็นการพูดว่า “เรารู้แล้วว่าต้องไปทางไหน ดังนั้นมาคุยกันว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร” และในกระบวนการทำงานกับแต่ละจังหวัดนั้น เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นโดยให้พวกเขาเป็นผู้นำกระบวนการในการทำงานวิเคราะห์และทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่น เพื่อเริ่มจัดทำข้อมูลสรุประดับจังหวัด ขณะที่ UNDP มีเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกมาช่วยสนับสนุน
จากนั้นเรายังทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในแต่ละจังหวัด โดยคัดเลือกสามจังหวัดหลักๆ และสำรวจว่าอะไรคือปัญหาสำคัญที่รั้งการพัฒนาของพวกเขาไว้มากที่สุด เช่น ในเชียงใหม่หรือเชียงราย ปัญหาใหญ่ของพวกเขาก็คือมลพิษในแม่น้ำกก ซึ่ง UNDP ก็ได้เข้าไปช่วยในการสำรวจประเด็นเหล่านั้น เพื่อศึกษาว่ามันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าหรือการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในพื้นที่นั้นๆ อย่างไร นอกจากนี้ ส่วนในพื้นที่อื่นก็ยังมีประเด็นอื่น เช่น เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในรูปแบบที่ชุมชนมีส่วนร่วม และอีกเรื่องคือการคุ้มครองทางสังคม (social protection) อย่างการศึกษาว่าการคุ้มครองทางสังคมในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยมีรูปแบบอย่างไร ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวงจรของการทำเพียงจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ มาสู่วงจรของการลงทุนล่วงหน้าเพื่อการป้องกันภัย ไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียอาชีพ ทรัพย์สิน หรือชีวิตจากภัยพิบัติ เมื่อเกิดภัยพิบัติได้อย่างไร ซึ่งมันก็มีไอเดียเช่นว่าจะนำประกันภัยแบบพาราเมตริก (Parametric Insurance หมายถึงการจ่ายเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น) และนวัตกรรมอื่นๆ ลักษณะนี้ มาใช้ให้เกิดผลจริงในระดับชุมชนได้อย่างไร และขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็เชื่อมโยงกับระดับโลกที่ก็มีการสนทนาไอเดียเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ UNDP เข้ามาช่วยส่งเสริมได้
ในการดำเนินงาน SDG Localization ที่ผ่านมา เห็นอะไรที่ควรจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง
จุดที่ต้องปรับปรุงคือการช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ สามารถสร้างแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น เพราะอย่างที่บอกไปแล้วเรายังมีช่องว่างทางการเงินอยู่ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากช่องว่างในระดับท้องถิ่นนั่นเอง การจะดึงเงินทุนสู่ท้องถิ่นได้นั้นต้องอาศัยทั้งความยืดหยุ่นและความสร้างสรรค์ของนวัตกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รับมือกับสภาพภูมิอากาศได้ รวมทั้งเพื่อสนับสนุน SMEs ให้เติบโตและเข้าถึงตลาดได้
เพราะฉะนั้นในระยะใหม่ของ SDG Localization นี้ เรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องทางการเงิน โดยแนวทางหนึ่งคือเรากำลังออกแบบ Local Finance Accelerator for Climate Resilience ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนของเราทั่วทุกภาคส่วนภายใต้การนำของกระทรวงมหาดไทย เพื่อพยายามให้องค์กรการปกครองท้องถิ่นเกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ

นอกจาก SDG Localization แล้ว UNDP ยังมีโครงการอื่นๆ โดยโครงการหนึ่งที่ดูจะโดดเด่นก็คือ Thailand Policy Lab ที่ก่อตั้งมาแล้วหกปี ที่ผ่านมา Thailand Policy Lab ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในประเทศไทยอย่างไร และความคืบหน้าในปัจจุบันเป็นอย่างไร
Thailand Policy Lab (TPLab) เกิดจากความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยเริ่มต้นจากสมมติฐานง่ายๆ ว่า “หากเราทำสิ่งเดิมๆ ด้วยวิธีเดิมๆ เราก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆ” เพราะฉะนั้น TP Lab จึงเป็นความพยายามที่จะทำลายวงจรนั้น หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เราก็ต้องทำสิ่งที่ต่างออกไป โดยในเรื่องการจัดทำนโยบาย เราได้พยายามสร้างกระบวนการที่ไม่ใช่แค่เพื่อประชาชน แต่ทำโดยประชาชน โดยต่อยอดจากเครือข่ายอันแข็งแกร่งที่เรามีอยู่แล้ว และเติมทักษะใหม่ๆ เข้าไปให้ เช่น การมุ่งเน้นไปที่การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking คือการแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมโดยมี มนุษย์หรือผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง) การมียุทธศาสตร์ในการรับฟัง เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ยินสิ่งที่ผู้คนกำลังเผชิญ และสามารถนำสิ่งนั้นเข้าสู่กระบวนการจัดทำนโยบาย พร้อมทั้งพยายามสร้างเครื่องมือและแนวนวัตกรรมที่ดึงผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมโต๊ะจัดทำนโยบาย
ในระยะแรกของ TP Lab เรามีการจัดการสนทนาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนถึงประเด็นที่พวกเขาสนใจ ซึ่งประเด็นที่พวกเขาระบุขึ้นมาคือเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เราให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ มาแต่แรก เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจึงดึงผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาร่วมคิด จนที่สุดก็นำไปสู่การผลักดันให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายในเรื่องนี้และทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น
ในระยะล่าสุด สิ่งที่ TP Lab พยายามทำอยู่ ได้แก่ ประการแรกคือการดึงเครื่องมือ นวัตกรรม ดัชนี และข้อมูลเชิงลึก มารวมกันเพื่อเปิดพื้นที่นโยบายในไทย และประการที่สองคือการสร้างเครือข่ายนวัตกรและผู้นำนโยบายในไทยที่พยายามทำสิ่งที่แตกต่าง ซึ่งสำหรับ UNDP นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยพาประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา การใช้แพลตฟอร์มทางภูมิรัฐศาสตร์ และการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ตั้งแต่เรื่องธรรมชาติไปจนถึงสุขภาพ เพื่อส่งอิทธิพลให้เกิดบทสนทนาที่ขยับขยายขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อไทยก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2028
หากสรุปอีกทีหนึ่ง ส่วนแรกที่เราทำคือเรื่องเครื่องมือ ผลผลิต และไอเดีย อีกส่วนคือเครือข่ายนวัตกรทั้งในไทยและต่างประเทศ และมันยังมีอีกส่วนที่อยู่ตรงกลางคือการนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้จริงเพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยเราทำงานร่วมกับสภาพัฒน์ในการทดสอบการใช้แนวทางนี้ โดยมีการระบุสามประเด็นใหญ่ที่เราจะทดลองใช้ เพื่อจะช่วยขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของไทย
เรื่องแรกคือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยจะใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือ เพื่อจะเข้าใจได้ว่าอะไรที่กำลังรั้ง SMEs ไม่ให้แข่งขันได้ โดยตอนนี้เรากำลังเจาะลึกไปที่กรณีระเบียงหุบเขาแห่งอาหารภาคเหนือ (Northern Valley Food Corridor) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องระบบอาหารในภาคเหนือของไทย เพื่อที่เราจะเข้าใจว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ต้องการอะไรเพื่อจะแข่งขันได้ดีขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เรื่องที่สองคือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเรามีการตั้งคำถามว่าคนไทยมีประสบการณ์อย่างไรกับกระบวนการยุติธรรมไทย และอะไรคืออุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยในเรื่องนี้ เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เพื่อสำรวจอุปสรรคและช่องว่างผ่านการ Justice Need Survey (JNS) โดยดึงเอาความเชี่ยวชาญของ UNDP ในการขับเคลื่อน SDG ข้อ 16 ที่เกี่ยวกับเรื่องสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง มาใช้
ประเด็นที่สามคือเรื่องการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เห็นผลกระทบมาแล้วมากมาย เช่น เหตุการณ์[ธารน้ำแข็งถล่ม]ในเนปาลที่สร้างความสูญเสียอย่างมาก อุทกภัยในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย รวมทั้งระบบการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ (cell broadcast) ในกรุงเทพฯ เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น เราเห็นได้ว่าผลกระทบจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลไปทั่วประเทศไทย ดังนั้น ในปีหน้า เรื่องสภาพภูมิอากาศจะเป็นจุดเน้นหลักของ TP Lab ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินงานตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC)
แล้วตลอดหกปีที่ผ่านมา TPLab บรรลุผลสำเร็จมากน้อยขนาดไหน และยังมีพื้นที่ที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ไหม
สำหรับ TP Lab เราเริ่มจากระยะทดลองร่วมกับสภาพัฒน์ และตอนนี้ก็อยู่ในระยะปฏิบัตินำไปใช้จริง ซึ่งเป็นส่วนที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า โดยที่ผ่านมาปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนไอเดียหรือนโยบาย แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติใช้จริงเพื่อให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น การเขียนเอกสารนโยบายนั้นง่าย แต่การทำให้เกิดประโยชน์จริงนั้นยาก เพราะฉะนั้นเราถึงกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องการนำไปปฏิบัติจริง
ประการต่อมาคือการนำความรู้เชิงลึกระดับโลกที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ อย่างตอนนี้ไทยก็กำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD และได้เข้าร่วม OGP ซึ่งก็มีเป้าหมายที่ท้าทาย และมันก็มีโอกาสในการจะนำดัชนีต่างๆ มาช่วยในการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในอนาคต และตอนนี้ UNDP กำลังนำดัชนีใหม่เรียกว่าดัชนีการบริหารภาครัฐที่พร้อมรับอนาคต (Future-Ready Governance Index) ที่ UNDP ออกแบบร่วมกับ Chandler Governance Group (CGG) มาใช้กับประเทศไทยผ่าน TP Lab ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศนำร่อง ในการวัดความพร้อมของรัฐบาลในอนาคต และในปีนี้ UNDP จะเปิดตัวดัชนีธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive Index หมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากการทำลายธรรมชาติไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาดียิ่งขึ้น) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการพัฒนามนุษย์ (Human Development Report) ปี 2026 เพื่อจัดอันดับประเทศตามความสัมพันธ์ที่มีต่อธรรมชาติ ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ รวมถึงเป้าหมาย Net Zero และ Nature Positive โดยดัชนีนี้จะวัดผลในมิติต่างๆ เช่นเรื่องหนึ่งคือการมีกฎหมายและสถาบันที่สนับสนุนการคุ้มครองธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้เราจะยังมีเครื่องมือระบุความเสี่ยงเชิงพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและเอไอที่เจาะลึกได้ถึงระดับตารางไมล์

หากมามองภาพใหญ่ของการพัฒนาของไทยภายใต้ SDGs ที่ผ่านมาพบว่าไทยบรรลุเพียง 2 เป้าหมายจากทั้งหมด 17 เป้าหมาย นั่นคือ SDG 1 เรื่องการขจัดความยากจน และ SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ (อ้างอิงจาก UN Sustainable Development Solutions Network) คุณว่าอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้เราบรรลุ SDGs ได้ช้า และในเวลาที่เหลืออีกประมาณ 4 ปีข้างหน้าก่อนที่กรอบ SDGs จะสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะทำอย่างไรได้บ้าง
นั่นเป็นคำถามที่ดี การที่ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเป้าหมายเรื่องการศึกษาและการลดความยากจน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือมีโชคช่วย แต่มันคือผลผลิตของการทำงานอย่างหนัก
แต่การที่ไทยจะก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ต้องการการลงทุนในสามเรื่อง หนึ่งคือการลงทุนในศักยภาพของมนุษย์และความยืดหยุ่นในการปรับตัว ซึ่งหมายรวมถึงหลายสิ่ง ทั้งเรื่องการเตรียมผู้คนให้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นงานสีเขียว (green jobs คืองานที่ข้องเกี่ยวกับงานอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) งานที่ต้องอาศัยความรู้ด้านเอไอ และยังรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนความสมดุลระหว่างเพศในที่ทำงาน ที่สุดแล้วมันคือการทำให้มั่นใจว่าประชากรที่มีศักยภาพจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ และสามารถเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและสังคมไทย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีนโยบายที่ช่วยเหลือคุ้มครองกลุ่มเปราะบางด้วย
เรื่องที่สองคือการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่รวมถึงการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นที่พึ่งพาของผู้คนและของเศรษฐกิจไทย มันอาจเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่จากนั้นมันจำเป็นต้องแปรเปลี่ยนไปสู่การนำไปปฏิบัติใช้จริงได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งตัวสู่เศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
และเรื่องที่สาม คือการบริหารงานของรัฐที่มีประสิทธิผล เปิดกว้าง และโปร่งใส โดยต้องปรับปรุงกฎหมาย ลดขั้นตอนทางราชการ ทำให้การเข้าถึงบริการของประชาชนง่ายขึ้น และรัฐบาลยังต้องพัฒนาวิธีการทำงานให้มีความสร้างสรรค์ทางนวัตกรรม ครอบคลุม เปิดกว้าง และขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้น นั่นจะเป็นสิ่งที่เร่งการพัฒนาของไทยได้
หากมองกว้างกว่าประเทศไทย ที่ผ่านมา UNDP ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการใช้ SDGs เป็นกรอบสำหรับการพัฒนาเป็นระดับโลก และถ้าเราจะมีกรอบการพัฒนาใหม่หลังจากที่ SDGs สิ้นสุดลงในอีกสี่ปีข้างหน้า เราควรคิดอะไรใหม่บ้าง
สำหรับ UNDP ทั่วโลก สินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของ SDGs คือ ‘สันติภาพ’ เพราะเมื่อมีสันติภาพในประเทศหรือในชุมชน มันก็จะมีศักยภาพในการทำทุกสิ่งอย่าง และจะมีศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ทั้งหมด และตรงกันข้ามสิ่งที่เป็นตัวฉุดความก้าวหน้าสู่ SDGs ใหญ่ที่สุดก็คือ ‘ความขัดแย้ง’ เพราะฉะนั้น UNDP จึงวางประเด็นนี้เป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ระดับโลกของเราเพื่อจะทำลายวงจรความขัดแย้ง อันจะนำไปสู่การเร่งสร้างความก้าวหน้าในเป้าหมายต่างๆ ทั้งหมดได้
ต้องเล่าด้วยว่าก่อนที่เราเริ่มจะใช้ SDGs นั้น เราเคยมีเป้าหมายที่ชื่อว่าเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs กรอบเวลาระหว่างปี 2000-2015) ซึ่งฉันรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่ดูเป็นแบบบนลงล่าง (top-down) ซึ่งจริงๆ ฉันเป็นคนไม่ชอบการใช้คำว่าโลกเหนือ-โลกใต้ (North-South) ด้วยซ้ำ มันเป็นภาพการพัฒนาที่ค่อนข้างล้าสมัย มันเป็นลักษณะที่ว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่จะส่งเงินไปให้ประเทศอื่นๆ เพื่อจะแก้ปัญหา แต่มันก็สร้างฐานอ้างอิงให้โลกได้นำไปคิดร่วมกันต่อว่าเราจะมีเป้าหมายอย่างไรต่อไป และในตอนนั้นก็มีสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการหลังปี 2015 (Post-2015 Process) ซึ่งเราได้สร้างโพลสำรวจระดับโลกขึ้นมาเพื่อถามผู้คนทั่วโลกว่าคุณต้องการอนาคตแบบไหน มันเป็นหนึ่งในการสำรวจโพลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในขณะนั้น ซึ่งผู้คนก็ได้ตอบคำถามและได้จัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ ออกมาให้เห็น ซึ่งที่สุดแล้วข้อมูลเหล่านี้ก็ได้รับการแปลไปสู่การสร้าง SDGs 17 เป้าหมาย และมันก็ต้องผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองกันอย่างเข้มข้นในการออกแบบกระบวนการเพื่อจะบรรลุเป้าหมายนั้น

ตอนนี้เราเหลือเวลาบรรลุเป้าหมาย SDGs อีก 1,581 วัน (ณ วันที่ 3 กันยายน 2026) แต่ฉันก็ไม่คิดว่าหนทางของ SDGs จะจบสิ้นลงแค่นี้ เพราะตัวเป้าหมายเองมีความเฉียบคมอยู่ในตัวและผ่านการคิดไตร่ตรองกันมาอย่างชาญฉลาด ที่สำคัญมันยังมีคนที่ผลักดันมันอยู่เบื้องหลังเยอะมาก เพราะพวกเขาตระหนักว่า SDGs มีปาฏิหาริย์บางอย่างที่สามารถสอดแทรกตัดผ่านเสียงรบกวนมากมายในโลก ทั้งเรื่องสงครามและช็อกต่างๆ มาทำให้ผู้คนจำนวนมากรับรู้ได้ว่าเรามีสิ่งที่เรียกว่า SDGs อยู่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในด้านการพัฒนาและในทางการเมือง มันทำให้คนรับรู้ว่าเป้าหมายเหล่านี้คือเรื่องสำคัญจริงๆ ที่เราต้องมาร่วมกันเคลื่อนไปในทิศทางนั้นด้วยกัน แม้ตอนนี้เราจะยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่อย่างน้อยที่สุดผู้คนก็ตระหนักร่วมกันว่าควรจะเดินหน้าผลักดันกันต่อไปจนกว่าจะถึงเส้นตาย และตอนนี้ต้องบอกว่าเราเริ่มกระบวนการเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาในเฟสต่อไปแล้ว ซึ่งตอนนี้บรรดานักการทูตและกระทรวงการต่างประเทศทั่วโลกก็เริ่มพูดคุยกันว่าเราจะเดินหน้าอย่างไรกับเฟสใหม่นี้ และในปีหน้านี้ เราน่าจะเริ่มเห็นกระบวนการตัดสินใจต่อเป้าหมายการพัฒนาเฟสใหม่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
แต่ถ้าพูดถึง SDGs ปัจจุบัน ถามว่าอะไรที่ขาดหายไป ก็คิดว่าเป็นเรื่องเอไอ ที่อยู่ๆ ก็ก้าวเข้ามาปรากฏในฉากอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันอยากเห็นในกรอบเป้าหมายการพัฒนา คือเอไอ ที่หมายถึง Augmented Intelligence (แนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเอไอ) มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่อง Artificial Intelligence อย่างเดียว เพราะฉะนั้นมันจึงควรมีกรอบ Augmented SDGs ที่ต้องคิดว่าเราจะวางกฎเกณฑ์ในระดับโลกและระดับชาติที่จะกำกับดูแลการใช้เอไอ จริยธรรมของเอไอ และการเข้าถึงเอไอ อย่างไร
และสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินหน้ากรอบเป้าหมายการพัฒนา คือเราต้องไม่ลดความทะเยอทะยานลง เพราะการมีกรอบเป้าหมายที่ดี ทำให้ผู้คนต้องพยายามเอาชนะและทำให้บางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องพยายามคิดว่าจะพยายามแสดงความสำเร็จออกมาให้เห็นอย่างไร และที่สุดแล้วคือทำให้ทั่วโลกยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม
ในช่วงเวลาที่เหลือของ SDGs และอนาคตต่อจากนี้ UNDP ได้วางวิสัยทัศน์ที่จะเข้ามาส่งเสริมการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศไทยอย่างไร
อย่างที่กล่าวไปแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม แต่ความท้าทายคือการเปลี่ยนสิ่งนั้นไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงในการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นและทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับ UNDP ประเด็นที่เราให้ความสำคัญกับประเทศไทยในระยะห้าปีข้างหน้า มีอยู่สามประเด็น ได้แก่ หนึ่ง เรื่องทุนมนุษย์และการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม สอง การเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่เป็นธรรม และสามคือการสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการของรัฐที่มีประสิทธิผลและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยในการขับเคลื่อนทั่งสามสิ่งนี้ เราได้ออกแบบกระบวนการของเราอย่างรอบคอบ ผ่านการสนทนาหารือกับพันธมิตรของเราหลายฝ่าย
นอกจากนี้ เรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเงิน เพราะการที่แต่ละเป้าหมายจะเกิดการปฏิบัติจริงได้ จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนทางการเงิน เพราะฉะนั้นเราจะช่วยขับเคลื่อนให้การลงทุนเกิดขึ้น อย่างที่ฉันได้ฟังนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย พูดในงาน Bangkok Business Summit เมื่อเช้านี้ว่า รัฐบาลแผ้วทาง ภาคเอกชนสร้างถนน เพื่อให้ถนนไปถึงชุมชน เราเองก็คิดในตรรกะเดียวกัน คือจะช่วยรัฐบาลในการแผ้วทาง ด้วยการช่วยดึงพันธมิตรภาคเอกชนเข้ามาเพิ่มขึ้นเพื่อจะสร้างถนนไปให้ถึงผู้คนได้มากที่สุด
และที่สำคัญ ประเทศไทยมีเรื่องราวการพัฒนาที่น่าทึ่งมากมายที่ควรจะถ่ายทอดสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่ง UNDP ก็จะสนับสนุนให้เกิดสิ่งนั้น และในฐานะที่ UNDP คือแพลตฟอร์มที่ทำงานร่วมกับ 170 ประเทศ ผ่านเครือข่ายของสำนักงานประจำประเทศ 130 แห่ง เราก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มกลางให้ประเทศไทยได้เกิดความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในโลก ซึ่งจะมีส่วนช่วยเติมเต็มให้ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
Making SDGs Matter Niamh Collier-Smith SDGs UNDP ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒน์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เรื่อง: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
บรรณาธิการ The101.world อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยและญี่ปุ่น จบป.ตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาฯ จบป.โทด้านเอเชียศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์
ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ
จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพบุคคล สนใจประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม เป็นคนตัวเล็ก เล่นบาสได้หน่อย จุดมุ่งหมายอยากมีรูปถ่ายซักใบที่เห็นแล้วรู้สึกว้าว