ความยุติธรรม (?) หลังกำแพง: มองปัญหา 'ละเมิดสิทธิในเรือนจำไทย' จากอดีตผู้ต้องขังสู่ผู้รายงาน UPR
“It is said that no one truly knows a nation until one has been inside its jails. A nation should not be judged by how it treats its highest citizens, but its lowest ones.”
(มีผู้กล่าวไว้ว่าไม่มีใครสามารถรู้จักประเทศหนึ่งได้อย่างแท้จริง จนกว่าจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำของประเทศนั้น เพราะประเทศไม่ควรถูกตัดสินจากการปฏิบัติต่อผู้ที่มีอภิสิทธิ์สูงสุด แต่สะท้อนจากการปฏิบัติต่อผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสที่สุดในสังคม)
โดย เนลสัน แมนเดลา
แปลโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย
เวทีประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามระยะเวลา หรือ UPR เป็นกลไกการตรวจสอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ซึ่งจัดขึ้นราวทุกสี่ปีที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นครเจนีวา ในปีนี้เป็นรอบการดำเนินงานของคณะทำงานของ UPR ที่จะมีการทบทวนสถานการณ์ของไทยระหว่างสมัยประชุมที่ 53 ในช่วงวันที่ 2–13 พฤศจิกายน 2569
กระบวนการนี้เป็นการพิจารณาแบบคู่ขนานระหว่าง ‘รายงานโดยทางการไทย’ และ ‘รายงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ อันสะท้อนจากเสียงขององค์กรภาคประชาสังคมหรือประชาชนภายในประเทศที่ได้จัดทำรายงานส่ง ทั้งนี้ ผู้ที่จะจัดทำข้อเสนอและตั้งคำถามคือประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
ย้อนทัศนาฐานะคนใน (Insider)

ผู้เขียนชื่อ ขนุน-สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตนักกิจกรรมกลุ่ม มศว คนรุ่นเปลี่ยน ที่เข้าร่วมการชุมนุม ‘ราษฎร 2563‘ จนถูกดำเนินคดีในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัย #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ภายหลังการต่อสู้คดี ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลาสองปี ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ทำให้ถูกส่งตัวไปอาศัยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
แม้จะผิดหวังจากการถูกปฏิเสธสิทธิการประกันตัวถึง 23 ครั้ง และเผชิญภาวะบอบช้ำจากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยากลำบาก ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็ยังมีความหวังที่จะเห็นประเทศนี้ดีขึ้น และยังขับเคลื่อนผ่านการเขียนจดหมาย ตลอดจนการประท้วง เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การประกันตัว หรืออิสรภาพที่ถาวรอย่างการนิรโทษกรรมสำหรับผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทุกคดี
ผมเชื่อว่า ‘ความยุติธรรม’ ยังคงงอกงามในสังคมไทยได้
แม้จำต้องติดคุก แต่ผู้เขียนยังคงเป็นนักวิจัยที่ดี ในทุกวันผู้เขียนมักจะจดบันทึกและเขียนเรื่องราวผ่านจดหมายเพื่อสื่อสารประเด็นด้านสิทธิและชีวิตผู้ต้องขังคดีทางการเมืองต่อสาธารณะ ถึงจะเป็นการเขียนภายใต้การควบคุมจากผู้คุมอย่างเข้มงวดก็ตาม แต่จากข้อมูลที่ได้รับในระหว่างถูกคุมขัง เมื่อนำมาผนวกกับการศึกษาเพิ่มเติมภายหลังได้รับอิสรภาพ ผู้เขียนเห็นว่าแม้ราชทัณฑ์ไทยมีความพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหา
ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา เป็นมาตรฐานตัวชี้วัดขั้นต่ำที่ผู้ต้องขังพึงได้รับภายใต้การควบคุมจากรัฐ ซึ่งตลอดมากรมราชทัณฑ์ไทยได้นำเสนอถึงแนวทางและความจริงจังที่หวังจะปฏิบัติตามตัวชี้วัดดังกล่าว แต่ในแง่ปฏิบัติ ไทยยังคงมีปัญหาด้านการทุจริตภายในองค์กร ปัญหาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง หรือสิทธิขั้นต่ำของผู้ต้องขังที่ยังคงถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันผู้เขียนได้กลับมาศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง เพื่อหวังนำความรู้มาช่วยพัฒนาชาติ ในการก้าวขึ้นมามีมาตรฐานทัดเทียมกับนานาชาติ จึงนำมาสู่รายงาน UPR ฉบับดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนเขียนขึ้นโดยไม่ได้หวังจะ ‘จับผิดการทำงานของเจ้าหน้าที่’ แต่คือ ‘ความปรารถนาดี’ ที่หวังจะมีส่วนช่วยในการนำความรู้และประสบการณ์มาช่วยชาติ ตามคำกล่าวของผู้หลักผู้ใหญ่ที่หวังเห็นผู้เขียนได้ใช้ความสามารถช่วยขับเคลื่อนประเทศ
ผู้เขียนหวังอย่างยิ่งว่าผู้มีอำนาจภายในประเทศจะเปิดใจรับฟัง ‘ปัญหาและข้อเสนอแนะ’ ที่ผู้เขียนได้จัดทำและนำเสนอต่อไป เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย
หากรวบยอดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทย ผู้เขียนขอแบ่งเป็นสามประเด็น ได้แก่ ปัญหาการจัดการธรรมาภิบาล ปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาการปฏิบัติภายใน โดยปัญหาที่ยกขึ้น ผู้เขียนมองผ่านโครงสร้างทางสังคมไทยที่ถูกแบ่งเป็นชั้น ตั้งแต่ระดับมหาภาคจรดย่อยไปยังระดับจุลภาค กล่าวอย่างถึงที่สุด ผู้เขียนเลือกมองไปยังโครงสร้างส่วนบนอย่างการบริหาร แล้วจึงมองย้อนลึกลงไปถึงแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ อันปรากฏตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ปัญหาการจัดการธรรมาภิบาล
รัฐบาลไทยไม่ได้จัดทำงบประมาณเพื่อพัฒนามาตรฐานสากล
ผู้เขียนยกจากงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กล่าวถึงงบประมาณที่กรมราชทัณฑ์เบิกจ่ายถึง 16,972,653,300 บาท โดยปรากฏรายละเอียดที่กล่าวถึงการนำมาพัฒนาเพื่อยกระดับการควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเป็นจำนวน 7,535,539,900 บาท แบ่งเป็นสองโครงการ คือ
หนึ่ง โครงการแรกในลำดับที่ 6 กล่าวคือโครงการผู้ต้องขังได้รับการควบคุม ดูแล มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ยกระดับการควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลักสิทธิมนุษยชน โปร่งใส เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ” โดยใช้งบประมาณ 7,533,568,300 บาท แบ่งเป็น หนึ่ง งบดำเนินงาน 7,168,000,000 บาท สอง งบลงทุน 360,000,000 บาท และสาม งบเงินอุดหนุน 5,568,300 บาท
งบประมาณอาหารและของใช้ของผู้ต้องขังคิดเป็นร้อยละ 68.90 หรือ 4,938,584,700 บาท ของงบดำเนินงาน ส่วนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างบริหาร เจ้าหน้าที่ และความมั่นคงคิดเป็นร้อยละ 30.92 หรือ 2,216,345,600 บาท และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสิทธิผู้ต้องขังและดูแลกลุ่มเปราะบางมีเพียงร้อยละ 0.18 หรือ 12,973,000 บาท หากไม่นับรวมค่าโครงการพัฒนาระบบการตรวจประเมินมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ระยะที่ 3) 600,000 บาท
หากมองงบประมาณดังกล่าวถือเป็นงบประมาณทั่วไปของกรมราชทัณฑ์ มิได้เกี่ยวข้องกับงบประมาณเพื่อยกระดับการควบคุม ดูแลผู้ต้องขังตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules) แต่อย่างใด ทว่ารัฐบาลไทยกล่าวอ้างว่าใช้งบประมาณถึง 7,066,979,800 บาท ในการพัฒนาตามหลักสากลดังกล่าว จึงถือเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง
ตาราง 1 งบดำเนินงาน 7,168,000,000 บาท
| หมวดหมู่ | งบประมาณ (บาท) | สัดส่วน | รายละเอียดโดยสังเขป |
| 1. ปัจจัยพื้นฐานผู้ต้องขัง) | 4,938,584,700 | 68.90 | ค่าวัตถุดิบประกอบอาหารผู้ต้องขัง เครื่องนุงห่ม และของใช้จำเป็น |
| 2. สาธารณูปโภคและซ่อมแซม | 916,983,200 | 12.79 | ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ และการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง ของเรือนจำทั้งประเทศ |
| 3. ค่าตอบแทนและเวรยาม | 818,769,100 | 11.42 | ค่าอยู่เวรรักษาการณ์ และค่าล่วงเวลาเจ้าหน้าที่ |
| 4. ค่าเช่ายานพาหนะและระบบ EM | 344,809,700 | 4.81 | เช่ารถบรรทุกผู้ต้องขัง รถตรวจการณ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) 20,000 เครื่อง |
| 5. การจ้างเหมาและรายการอื่น | 126,690,300 | 1.77 | ค่าจ้างงานภายนอก และวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ |
| 6. คุณภาพชีวิตและสิทธิมนุษยชน | 12,973,000 | 0.18 | ดูแลกลุ่มเปราะบาง (ตามข้อกำหนด Bangkok Rules), อภัยโทษ และประเมิน Mandela Rules |
| 7. วัสดุความมั่นคง | 9,190,000 | 0.13 | กุญแจมือ, โซ่ตรวน และลวดหนามหีบเพลง |
| ยอดรวม | 7,168,000,000 | 100 | (ยอดรวมเฉพาะรายการที่แจกแจงในหมวดดำเนินงาน) |
สอง โครงการในลำดับที่ 7 กล่าวคือโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรราชทัณฑ์มุ่งสู่การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล งบประมาณรวม 1,971,600 บาท เป็นงบใช้เพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (หนังสืองบประมาณประจำปี 2569 เล่มที่ 9, 220 – 221)
งบประมาณอาหารผู้ต้องขังถูกคาดการณ์ต่ำความเป็นจริง
กรณีนี้นำมาสู่ความไม่เพียงพอของอาหาร เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้ต้องขังในหลายแห่ง ซึ่งงบประมาณประจำปี 2569 ในด้านการจัดเตรียมวัตถุดิบประกอบอาหารสำหรับผู้ต้องขัง รัฐบาลไทยตั้งงบไว้ที่ 4,731,480,000 บาท หากเฉลี่ยต่อจำนวนผู้ต้องขังในประเทศไทยในปัจจุบันที่มีถึง 328,336 คน (7 เมษายน 2569) จะตก 69.39 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยเป็นมื้อละ 23.13 บาท จากผลงบประมาณดังกล่าวจึงส่งผลต่อคุณภาพอาหารของผู้ต้องขังที่มีความผันแปรตามจำนวนและงบประมาณที่ใช้ จึงสร้างความน่ากังวลต่อคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในแง่โภชนาการที่ต้องได้รับในหนึ่งวัน
จากที่กล่าวมา จึงกล่าวได้ว่างบประมาณเบิกจ่ายของรัฐบาลไทยไม่มีความสอดคล้องต่อการพัฒนาสิทธิผู้ต้องขังอย่างแท้จริง เป็นเพียงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำในการบริหารราชการ มิได้คำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง ตามข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณนี้ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังโดยตรง จากงบประมาณที่น้อยและจำนวนผู้ถูกคุมขังที่มากขึ้นในปัจจุบัน
ความล่าช้าในการคำนวณวันจำคุกและวันลดโทษ
ในการคำนวณวันลดโทษและจำนวนวันที่ได้รับการอภัยโทษของผู้ต้องขังนั้น ต้องอาศัยการคำนวณจากเจ้าหน้าที่โดยตรง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ได้ ปัญหาดังกล่าวส่งผลในทางตรงต่อ ‘การอำนวยความยุติธรรม’ ที่อาจได้รับการปล่อยตัวที่ล่าช้าจากงานราชการ หรือในบางกรณีอาจเสียสิทธิอันพึงได้รับไป
หากดูจากแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โครงการที่ 3 โครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลผู้ต้องขังและเชื่อมโยงข้อมูลภายในกระบวนการยุติธรรม อันมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลผู้ต้องขัง และเชื่อมโยงข้อมูลภายในกระบวนการยุติธรรม ใช้งบประมาณทั้งหมด 28,143,300 บาท ในการดำเนินการ แต่เป็นไปเพื่อการบำรุงรักษาระบบเงินฝากผู้ต้องขัง 5,408,200 บาท รักษาข้อมูลผู้ต้องขัง 15,068,100 บาท ปรับปรุงระบบซื้อขายของในเรือนจำ 4,235,000 บาท และค่าคอมพิวเตอร์ 3,432,000 บาท
ส่วนแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล โครงการที่ 1 โครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับบุคลากรภาครัฐเพื่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล งบประมาณ 656,000 บาท ก็เป็นเพียงการงบเพื่อจัดอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันภัยทางไซเบอร์เพียงเท่านั้น ไม่มีงบประมาณใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบเพื่อคำนวณสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังในแผนงบประมาณดังกล่าว
การละเลยประเด็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ต้องขังของรัฐบาล จึงถือเป็นการละเลยต่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน มีผลต่อสิทธิอันพึงได้รับของประชาชนในที่นี้หมายถึงผู้ต้องขัง นับเป็นปัญหาร้ายแรงที่ละเลยไม่ได้แต่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
จำนวนบุคลากรในกรมราชทัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม
เรือนจำในไทยมีจำนวนผู้คุมไม่เหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องขัง โดยผู้เขียนขอยกกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่มีผู้ต้องขังจำนวน 4,132 คน แต่มีผู้คุมจำนวนมีผู้คุมจำนวน 170 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1:71 ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการบริหารจัดการความมั่นคงภายในเรือนจำ
จากปัญหาดังกล่าวจึงนำมาสู่มาตรการควบคุมที่เข้มงวด โดยเลือกละเว้นสิทธิบางประการเพื่อการควบคุม ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนบุคลากรที่น้อย อย่างกรณีการจำกัดเวลาการอยู่ภายนอกเรือนนอน โดยผู้คุมจะดำเนินการเปิดให้ผู้ต้องขังออกจากเรือนนอนเวลา 06.30 น. เพื่อใช้เวลาภายนอก ก่อนกลับเข้าเรือนนอนเวลา 16.00 น. หรือคิดเป็น 9 ชั่วโมง 30 นาที หรือการจำกัดการส่งจดหมายของผู้ต้องขังอันมีเหตุมาจากผู้คุมตรวจเนื้อหาไม่ทัน เป็นต้น
***หมายเหตุ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2569 ก่อนหน้าร่างงบประมาณประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาในปัจจุบัน

2. ปัญหาการละเมิดข้อกฎหมาย
ผลกระทบจากการไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ระบุถึงการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญาไว้ว่า “การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี” เพื่อเป็นการประกันสิทธิและอำนวยความยุติธรรมในการต่อสู้คดีความที่ถูกกล่าวหา
อย่างไรก็ดี จากปัญหาผู้ต้องขังมีจำนวนเกินขีดการรองรับของเรือนจำ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการไม่ให้ประกันตัว โดยปัจจุบัน (1 เมษายน 2569) มีผู้ต้องขังในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ทั่วประเทศจำนวน 316,154 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดจำนวน 222,441 คน หรือร้อยละ 70.4 แต่ในส่วนของผู้ต้องขังในระหว่างการต่อสู้คดีกลับมีจำนวนถึง 88,445 คน หรือร้อยละ 28 ที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว
การถูกคุมขังนั้นส่งผลกระทบในทางตรงต่อการพิสูจน์ หรือรวบรวมพยานหลักฐานในการใช้ต่อสู้คดี แม้ราชทัณฑ์จะระบุถึงการอำนวยความสะดวกในการต่อสู้คดีระหว่างถูกคุมขัง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาด้านการจัดการความมั่นคงภายใน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นแรกคือความล่าช้าในการเข้าถึงเอกสาร โดยเอกสารที่ใช้ในการต่อสู้คดีต้องได้รับการอนุญาตและถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ก่อนส่งไปยังผู้ต้องขัง นั่นหมายความหากมีจำนวนเอกสารเยอะ การตรวจสอบก็จะยิ่งล่าช้า รวบไปถึงระยะเวลาการเซ็นรับรองเอกสารจำเป็น ซึ่งใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน กว่าทนายความหรือญาติผู้ต้องขังจะได้รับหลังจากยื่นต่อเรือนจำ
ต่อมาคือประเด็นการรวบรวมพยานหลักฐาน เรือนจำเป็นสถานที่คุมขังที่ถูกตัดออกจากโลกภายนอก การจะเข้าถึงพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ในการต่อสู้คดีเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ผู้ต้องขังจะมีสิทธิในการแต่งตั้งทนายความ หรือมอบอำนาจแก่ญาติใกล้ชิด แต่นั่นไม่อาจเพียงพอต่อความต้องการจริงๆ ในการต่อสู้คดี ด้วยระยะเวลาการสื่อสารที่มีจำกัดตามระเบียบของแต่ละเรือนจำ หรือพื้นที่ในการจัดเตรียมเพื่อเข้าพบทนายความไม่สะดวกแก่การตรวจเอกสาร อย่างการคุยผ่านโทรศัพท์โดยมีกรงเหล็กกั้น การที่ผู้ต้องขังไม่สามารถพกเอกสาร เครื่องมือจดบันทึกไปใช้ในระหว่างพบทนายได้ หรือพื้นที่การเยี่ยมทนายไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องขัง ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการต่อสู้คดีในระหว่างถูกคุมขัง
ประเด็นสุดท้าย ความยุติธรรมที่ยากลำบากนำไปสู่ภาวะยอมจำนน เมื่อปัญหาที่กล่าวมาสร้างภาระแกผู้ต้องขังในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน การเลือกหนทางยุติการต่อสู้คดีจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อันเป็นผลมาจากคำกล่าวภายในเรือนจำอย่าง “ติดไปเอาอภัย วันลด ดีกว่า” เพราะการคุมขังในระหว่างต่อสู้คดี ผู้ต้องขังไม่สามารถได้รับสิทธิอย่าง ระดับความประพฤติผู้ต้องขังในการพิจารณาวันลดโทษจำคุก (ชั้น/วันลด) การรับอภัยโทษ หรือแม้แต่การทำงานภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นสิทธิทั่วไปของผู้ต้องขัง สิ่งนี้เองทำให้ ‘การยุติการต่อสู้คดี’ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาในการต่อสู้คดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อมาตรฐานหลักยุติธรรมของไทยโดยตรง
การจำกัดสิทธิการติดต่อ
ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 หมวด 1 ข้อ 7 ระบุไว้ว่า
“เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจำไว้ล่วงหน้า รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจำนวนไม่เกิน 10 คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ให้สามารถดำเนินการได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน”
ระเบียบดังกล่าวจึงส่งผลโดยตรงต่อญาติผู้ต้องขังที่ต้องการเข้าพบ การดำเนินการเป็นไปในทางจำกัด โดยมาตรการดังกล่าวเป็นผลของการจัดการความมั่นคงภายใน จากปัญหาผู้ต้องขังเกินความจุของเรือนจำ ทำให้ต้องยึดเอาความสะดวกในการบริหารงานภายในของเจ้าหน้าที่เป็นที่ตั้ง ซึ่งเข้าใจได้ต่อทัศนคติที่เห็นว่าผู้ต้องขังราวร้อยละ 70 เป็นคดียาเสพติด แต่ในกรณีนี้ถูกนำมาใช้แบบเหมารวมกับผู้ต้องขังในทุกคดี การจำกัดจำนวนจดหมายต่อวัน การจำกัดจำนวนผู้เข้าเยี่ยมและผู้ที่จะสามารถเยี่ยมพบได้ ระเบียบดังกล่าวจึงละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องขังโดยตรง
สิทธิการเยี่ยมไม่ใช่สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 239 วรรค 3 เคยบัญญัติไว้ว่า “บุคคลผู้ถูกควบคุม คุมขัง หรือจำคุก ย่อมมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว และมีสิทธิได้รับการเยี่ยมตามสมควร” เพื่อเป็นการประกันสิทธิในการพบญาติอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังการรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา สิทธินี้ก็ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ทั้งในฉบับ พ.ศ. 2550 และ 2560 ทำให้การเยี่ยมพบญาติหรือทนายความไม่ได้ถูกรับรองเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

3. ปัญหาการปฏิบัติภายใน
การร้องเรียนที่ไม่เป็นความลับภายในเรือนจำ
แม้การร้องเรียนในเรือนจำจะสามารถกระทำได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของชีวิตในระหว่างการถูกคุมขังของผู้ร้องได้ อันเนื่องมาจากกลไกการร้องเรียนดังกล่าวเป็นเพียงการส่งจดหมายไปยังกล่องที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ผู้ร้องจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกจับตา ข่มขู่ หรือไปถึงการถูกทำร้ายร่างกายภายในเรือนจำได้ ถึงการร้องเรียนจะเป็นสิทธิ แต่มันกลับมี ราคาที่ต้องจ่าย
การส่งตัวผู้ต้องขังป่วยเพื่อรับการรักษา
แม้กฎหมายไทยระบุถึงแนวทางการจัดการผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยเป็นอย่างดี เป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถดำเนินการได้ มีกรณีผู้ต้องขังไม่ได้รับการรักษาเป็นจำนวนมาก เป็นผลมาจากดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อันเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของไทยที่กลัวถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษ การตัดสินใจของผู้คุมจึงขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของตน จึงทำให้ในทางปฏิบัติ หากไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าผู้ต้องขังมีอาการป่วยจริง ก็จะไม่ถูกส่งตัวรักษา บ่อยครั้งอาการหนักแล้วก่อนได้รับการรักษา รวมไปถึงการส่งตัวออกนอกโรงพยาบาลราชทัณฑ์เช่นกัน
เวลาการรับประทานอาหารที่ผิดเพี้ยน
เรือนจำไทยกำหนดเวลาการรับประทานอาหารของผู้ต้องขังไว้โดยละเอียด แต่ในทางปฏิบัติ การจัดส่งอาหารผู้ต้องขังกลับดำเนินการเร็วกว่าที่กำหนดเป็นอย่างมาก อาทิ กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มื้อเช้าเริ่มรับประทานเวลา 7.00 น. มื้อกลางวัน 10.30 น. และมื้อเย็น 13.00 น. ทำให้ผู้ต้องขังต้องเว้นช่วงเวลากินข้าวถึง 18 ชั่วโมงจึงจะได้กินอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อภาวะทางโภชนาการที่ไม่ดีต่อผู้ต้องขังในระหว่างการถูกคุมขัง
การจำกัดการเข้าถึงความรู้ (หนังสือ)
หนังสือถือเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญสำหรับผู้ต้องขังในการพัฒนาทักษะหรือเพิ่มพูนความรู้ แต่การรับหนังสือของผู้ต้องขังต้องอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และนโยบายของเรือนจำ ซึ่งมิได้มีระเบียบจากส่วนกลางที่กำหนดไว้ อย่างกรณีเรือนจำกลางบางขวางไม่อนุญาตให้ญาติผู้ต้องขังคดีการเมืองรับหนังสือเรียนจากทนายความ หรือการตรวจสอบเนื้อหาที่เข้มงวดของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยอ้างเหตุความมั่นคงภายในเรือนจำ ซึ่งส่วนใหญ่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองจะถูกจำกัดการเข้าถึง
ผู้คุมก็คน
กล่าวอย่างถึงที่สุด ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีขนาดใหญ่และต้องอาศัยความร่วมมือในการขับเคลื่อน ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่าการออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไม่ใช่การจ้องจะจับผิดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยความยากลำบาก มีผู้คุมคนหนึ่งเคยพูดกับผู้เขียนว่า “พี่ก็ติดคุกเหมือนพวกเอ็งแหละ แต่แค่ติดจนกว่าจะเกษียณ”
สิ่งที่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมควรเร่งดำเนินการ คือการประกันสิทธิผู้ต้องขัง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกัน การจัดการด้านธรรมาภิบาลในการจัดสรรงบประมาณควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของโครงการ โดยเป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง หาใช่การสอดไส้จำแลงเสมือนว่าตนดำเนินการไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ในความเป็นจริงกลับต่างออกไป
ต้องมีการยกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไทยในประเด็นการเข้าถึงความยุติธรรมด้วย จากปัญหาความล่าช้า การออกคำสั่ง หรือการละเลยสิทธิบางประการขององค์กรภายใต้งานยุติธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถูกใช้อำนาจในการพิพากษา ขณะเดียวกัน ทางการไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหา ‘สภาวะจำยอมที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการเลือกที่จะสารภาพในความผิดของตนเอง แต่เลือกเพราะเพียงหวังอิสรภาพในเร็ววัน’ โดยเร็ว เพื่อสร้างมาตรฐานความยุติธรรมในสังคมต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสิทธิในการประกันตัว
ปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในสังคมอย่างการละเมิดสิทธิผู้ต้องขัง การเข้าถึงการรักษาที่ล่าช้า หรือปัญหานานัปการที่เกิดขึ้นในแดนสนธยาอย่างเรือนจำจะไม่เกิดขึ้น หากรัฐให้ความสำคัญต่อการสร้างเสริมสังคมสงบและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ท่ามกลางสภาวะสำคัญภายในเรือนจำคือ ‘ผู้ต้องขังล้นคุก’ และอัตรากำลังพลไม่เพียงพอ เนื่องจากไทยไม่ให้ความสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นผู้รับความเสี่ยงในการทำงาน จึงทำให้สิทธิอันพึงได้รับตามหลักสากลต้องถูกลดทอนไป เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงภายในเรือนจำ
บทความฉบับนี้ ผู้เขียนขยายความจากรายงาน UPR ซึ่งผู้เขียนได้จัดทำก่อนหน้า เพื่อหวังเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสียง และสร้างพื้นที่ในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาประเทศ ผู้เขียนเชื่อว่าไทยกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า กระนั้นหลังบ้านก็จำเป็นต้องเหลียวกลับมามองและให้ความสำคัญไม่แพ้ความก้าวหน้าที่ดำเนินอยู่
ผู้เขียนหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ตลอดจนการได้มีส่วนช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการทำงานต่อไป เราทุกคนล้วนคือประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยนี้ หาใช่ศัตรูที่ต้องประหัตประหารกัน การจะทำให้สังคมเจริญงอกงามต้องอาศัยการดำเนินงานร่วมกันทุกฝ่ายในสังคม ด้วยความเคารพ
ข้อมูลประกอบการเขียน
กรมราชทัณฑ์. (2562, 1 พฤศจิกายน). ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนพิเศษ 271 ง.
กรมราชทัณฑ์. (ม.ป.ป.). มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedures for Custodial Measures: SOPs).
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560. (2560, 18 กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 21 ก.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. (2540, 11 ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (2568, 24 มกราคม). “พรชัย” สะท้อนปัญหาอาหารไม่มีคุณภาพในเรือนจำ–ไม่เห็นด้วยกับการใช้ ม.112 มาข่มขู่เรื่องส่วนตัว. https://tlhr2014.com/archives/72451
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (2569, 15 มกราคม). เรือนจำกลางบางขวาง ไม่อนุญาตทนายนำเอกสารข่าวสารเข้าเยี่ยม “ก้อง” เพื่ออ่านให้รับรู้เรื่องราวภายนอก. https://tlhr2014.com/archives/81048
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (2569, 8 พฤษภาคม). สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมือง เม.ย. 69 : ผู้ต้องขังเพิ่ม 1 ราย หลายคนสะท้อนปัญหาการดูแลช่วงฤดูร้อนจัด เริ่มมีการโยกย้ายผู้ต้องขังไปต่างเรือนจำอีก. https://tlhr2014.com/archives/83409
สำนักงบประมาณ. (2568). เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เล่มที่ 9 กระทรวงยุติธรรม.
UN General Assembly. (2015). United Nations standard minimum rules for the treatment of prisoners (the Nelson Mandela rules).
UN Human Rights Council. (n.d.). Opinion of the Human Rights Council
เรือนจำไทย สิทธิการประกันตัว UPR กระบวนการยุติธรรมไทย การละเมิดสิทธิในเรือนจำ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ กระบวนการยุติธรรม สิทธิการเยี่ยม คุก เรือนจำ