พอร์ตโฟลิโอชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

ตั้งแต่เริ่มเป็น VI เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว  ผมก็ทุ่มเทให้กับการบริหารพอร์ตหุ้นลงทุน  ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน  เขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นโดยเฉพาะแบบ VI  เป็นวิทยากรในงานสัมมนาการลงทุนต่าง ๆ ตลอดมา  จนรู้สึกว่า  “ชีวิตคือการลงทุน”  และการลงทุนก็ได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตนเอง  จากคนที่ไม่มีใครสนใจ หรือ “Nobody” เป็นคนที่มีตำแหน่งฐานะในสังคมระดับหนึ่งหรือ “Somebody” และจากคน “ชั้นกลาง” เป็นคน “ร่ำรวย”  เป็นความสำเร็จของชีวิต

แต่ผมอยากจะพูดว่าพอร์ตหุ้นนั้น  แม้มันจะทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นมากและมีความสุข  แต่มันก็ไม่ใช่ชีวิตทั้งหมดของผม  เพราะตั้งแต่เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน  และก่อนที่จะเข้ามาลงทุน  “เพื่อชีวิต” ผมก็ค่อนข้าง “มีความสุข” มาตลอด  และก็ได้ทำอะไรต่าง ๆ  ไม่น้อยกว่าคนที่มีความมั่งคั่งสูง  ผมได้เรียนถึงระดับปริญญาเอก  ได้ใช้ชีวิตในอเมริกา  เคยไปท่องเที่ยวในอเมริกาในแบบที่คนรวยมากก็ไม่สามารถทำได้  เพราะผมทำโดย “ไม่ต้องใช้เงิน”

แต่ก่อนผมไม่รู้หรือไม่ตระหนักว่าผมมี  “ทรัพย์สิน” อื่น ๆ  ที่ “ไม่ใช่เงิน” หลายอย่างที่ช่วยให้ผมมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีเงินมาก  ผมมี IQ สูงจากยีนของพ่อแม่ที่ได้มา  เช่นเดียวกับสุขภาพที่ดีและไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาลจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ผมอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน  มีเพื่อนฝูงไม่มากแต่ก็เป็นกลุ่มที่ดีและผมมีความสุขที่จะคบค้าสมาคมด้วย  ทั้งหมดนั้นและอย่างอื่นอีกมาก  เมื่อมารวมกับทรัพย์สินที่เป็น “เงิน”  มันก็คือ  “พอร์ตของชีวิต”

พอร์ตของชีวิตคนเรานั้น  บางอย่างเราก็ได้มาจากพ่อแม่คือจากยีนซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้  แต่เราก็สามารถพัฒนาให้มีค่ามากขึ้นได้  อย่างเรื่องของการขยันและตั้งใจเรียนที่ทำให้เราสามารถเรียนได้สูงขึ้นจนสามารถทำงานที่มีรายได้มากขึ้นหรือสร้างชื่อเสียงให้เราได้เมื่อเราเติบโตขึ้น  หรือในเรื่องของความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือคนอื่นนั้น  เราก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงตนเองเสมอ  เพราะการที่คนอื่นจะอยากมีสัมพันธ์ที่ดีกับเรา  เราก็ต้องให้ไมตรีจิตที่ดีกับเขาด้วย

ทรัพย์สินบางอย่าง  เช่น  เรื่องของสุขภาพ  เราก็ต้องรักษาหรือปกป้องไม่ให้มันเสื่อมสลาย  เช่นเดียวกับหลักทรัพย์ลงทุนที่เราจะต้องกระจายความเสี่ยงให้เพียงพอ  เพื่อปกป้องไม่ให้มันเสื่อมค่าลงมากเกินไปในยามสถานการณ์เลวร้าย

การพัฒนาปรับปรุงและการรักษาหรือปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดนั้น  มี “ต้นทุน” ทั้งสิ้น  อาจจะเป็นในเรื่องของเวลา  ค่าใช้จ่าย ค่าเสียโอกาส  และการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกกำลัง  ซึ่งทั้งหมดนั้น  จะทำให้เราไม่สามารถนำเอาทรัพยากรนั้นไปใช้ในเรื่องอื่น

เราจึงต้อง “บริหาร” พอร์ตของชีวิตทุกอย่างในแบบที่เหมาะสมหรือแบบ “Optimal”  ไม่ใช่แบบ “สูงสุด” หรือ “Maximum” หรือพูดง่าย ๆ  ไม่ทำอะไรกับพอร์ตบางตัวในแบบที่สุดขั้วและหวังผลสูงสุดจนลืมความสำคัญของพอร์ตอื่น ๆ และลืมนึกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลร้ายแทนที่จะเป็นผลดี

ตัวอย่างก็เช่น  ลงทุนในหลักทรัพย์แบบเก็งกำไรแบบสุดโต่งตัวเดียวและใช้มาร์จินซึ่งถ้าพลาดก็อาจจะทำลายความมั่งคั่งอย่างรุนแรง  หรือ  ออกกำลังมากเกินไปหรือพักผ่อนน้อยเกินไปที่อาจจะทำลายสุขภาพในระยะยาว  ซึ่งแทนที่จะเกิดผลดีก็กลายเป็นผลเสียได้ ดังนั้น  ในเรื่องของพอร์ตชีวิต  เราจะต้องสร้างความสมดุลหรือ  “Balance” พอร์ตให้เหมาะสม

พูดถึงประเด็นนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงปีเตอร์ ลินช์ ที่พูดว่า  เขาทำงานบริหารพอร์ตของกองทุนแม็คเจลลันแบบทุ่มเทวันละ 14-15 ชั่วโมงจนได้ผลตอบแทนระดับโลกที่กว่า 30% ต่อปีแบบทบต้นในช่วงเวลากว่า 10 ปี จนไม่มีเวลาไปดูลูกแข่งกีฬาที่โรงเรียน  และนั่นทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการบริหารกองทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในโลกตั้งแต่อายุ 46 ปี

เขาบอกว่าพ่อเขาตายตอนอายุไม่ถึง 60 ปี และเขาคิดว่าถ้าเขายังทำงานแบบนั้นอยู่ต่อไป  เขาก็อาจจะตายเร็ว  ถึงวันนี้เขาอายุ 82 แล้ว สุขภาพยังดีและยังบริหารพอร์ตส่วนตัวอยู่อย่างมีความสุข

พอร์ตแต่ละอย่างของชีวิตเรานั้น  ไม่ได้เติบโตหรือพัฒนาไปอย่างอิสระ  แต่มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกันอย่างสูง  พอร์ต “สุขภาพ” ที่ดีนั้น  ทำให้มีอายุยืนและสามารถทำงานไปอย่างยาวนาน  ช่วยให้พอร์ต “ลงทุน” สามารถทบต้นไปได้นานขึ้น  สร้างความมั่งคั่งมหาศาล

พอร์ต IQ ที่ดีช่วยให้สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้อง เลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่โตเร็วโตอย่างยาวนาน  พอร์ต EQ ที่เป็นคนใจเย็นโดยธรรมชาติหรือใจร้อนแต่ได้รับการพัฒนาให้สงบเยือกเย็นลง  จะช่วยให้สามารถถือหุ้นได้ยาวนานจนทำให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีเยี่ยมได้

พอร์ตเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ดีนั้น  เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากสำหรับงานหรือกิจกรรมที่ต้องประสานงานกับคนอื่น  เช่น งานในองค์กรขนาดใหญ่หรืองานทางธุรกิจ  และนั่นก็เป็นจุดแข็งสำหรับการที่จะทำงานหาเงินซึ่งจะกลายเป็นพอร์ต “ลงทุน” ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อไป

ด้วยการประเมิน “พอร์ตชีวิต” ของเราอย่างไม่ลำเอียง  เราก็จะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ชีวิตที่จะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง  และรู้ว่าจะต้องพัฒนาพอร์ตแต่ละตัวอย่างไร  รักษามันไว้ได้อย่างไร  และปกป้องไม่ให้พอร์ตเหล่านั้นเสียหาย  หรือลดความเสี่ยงที่มันจะเสียหายได้

สมัยที่ยังเป็นเด็ก และอาจจะจนถึงอายุกลางคน  ผมเองมีความรู้สึกลึก ๆ เสมอว่า  เราโชคไม่ดีที่เกิดมาแบบ “ด้อยกว่าคนอื่น” พ่อแม่ยากจนไม่มีสกุลรุนชาติ  ร่างกายก็ “เตี้ยที่สุด” ในชั้นเรียนเกือบทุกชั้น  มารยาทหรือบุคลิกก็ยังไม่ถึงมาตรฐาน  พอเข้าไปทำงานในองค์กรทางการเงินภาษาอังกฤษก็ฟังแทบไม่รู้เรื่อง  โอกาสก้าวหน้าจำกัด

แต่หลังจากเข้าใจเรื่องของพอร์ตชีวิตและก็รู้ว่า  ที่จริงเราก็มีพอร์ตบางอย่างที่มีค่ามากที่เราได้มาจากพ่อแม่  ความรู้สึกต่าง ๆ  เหล่านั้นก็หายไป  ความ “อาย” พ่อแม่ของตนเองเวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหายไปหมด  พ่อแม่ไม่มีเงินหรือชื่อเสียงให้เราเป็นทุนเริ่มต้น  แต่สิ่งที่ให้เรานั้นอยู่ภายในตัวเรา  ซึ่งเหนือกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นมาก

ถึงวันนี้ที่พอร์ตชีวิตมีความสำเร็จและมีความสุขน่าจะ “เกือบเต็ม” ตามศักยภาพที่ผมเกิดมาและไม่สามารถใช้เงินซื้อเพิ่มอีกต่อไปแล้ว  สิ่งที่ผมจะทำก็คือ   การรักษาหรือปกป้องพอร์ตนั้นอย่างดีที่สุด  สิ่งหนึ่งก็คือเรื่องของ “ชื่อเสียง” ที่เกิดจาก “ความสำเร็จ” ในชีวิต  ซึ่งเป็นพอร์ตที่ผมเพิ่งจะมีซัก 20-30 ปีนี้เองตอนอายุมากแล้ว

ผมได้เห็นทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักแต่เป็นคนเด่นดังในสังคมจำนวนไม่น้อย  ที่ได้สร้างตนเองมายาวนานกว่าผมมาก  แต่คงจะบริหารพอร์ตแบบ “Maximum” คือหวังผลสูงสุดและไม่คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร  ปล่อยปละละเลยพอร์ตชีวิตอย่างอื่น  พอร์ตไม่ Balance หรือไม่สมดุล  สุดท้ายก็พัง  ชื่อเสียงเสียหายอย่างหนัก  บางคนหนีคดีอาชญากรรมหรือติดคุก  ไม่ต้องพูดถึงความสุขที่ควรมีอย่างสมบูรณ์เมื่อมีพอร์ตลงทุนหรือเงินมากมายเหลือล้นแล้ว

บางคนมีพอร์ตระดับเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีของประเทศ  แต่พอร์ตด้านครอบครัวและความสัมพันธ์ในครอบครัว  “แตกยับ” มีคดีความฟ้องกันในด้านของทรัพย์สินนัวเนียไปหมด  เงินไม่ได้ให้ความสุขเลยแต่กลายเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์  ผมคิดว่าถ้ามีเงินน้อยลง  ความสุขอาจจะมีเพิ่มขึ้นก็ได้

ก็เป็นอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ในช่วงเกิดเรื่องฉาวโฉ่ที่ซาโลมอนบราเธอร์ และบัฟเฟตต์ต้องไปช่วยกู้ไม่ให้ล้มละลายว่า  เขาจะไม่ทนกับความฉ้อฉลและความไม่โปร่งใสอย่างเด็ดขาด  สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว  เขาบอกว่า  “มันใช้เวลา 20 ปีที่จะสร้างชื่อเสียงและใช้เวลาแค่ 5 นาทีที่จะทำลายมัน  ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้ว  คุณจะทำอีกแบบหนึ่ง”  เขายังบอกด้วยว่า “บริษัทสามารถรับได้ถ้าต้องเสียเงิน  แม้ว่าจะเป็นจำนวนมาก  แต่จะเสียชื่อเสียงไม่ได้แม้ว่าจะน้อยนิด”

พอร์ตลงทุนหรือพอร์ตการเงินนั้น  เป็นพอร์ตที่สำคัญที่สุดพอร์ตหนึ่งในชีวิต  เพราะมันเอาไว้ช่วยแก้ปัญหาได้มากมาย  และช่วยเสริมความก้าวหน้าให้กับพอร์ตอื่นได้มาก  แต่โดยตัวมันเองไม่สามารถเอาไปซื้อความสุขหลาย ๆ  อย่างได้  และเงินที่มากเกินไป  ถ้าเราไม่เข้าใจมัน  มันก็อาจจะก่อให้เกิดทุกข์ที่รุนแรงได้

สำหรับผมเองที่เติบโตขึ้นมาจนอายุมากแล้วไม่เคยมีเงินหรือมีเงินระดับเศรษฐี  การมีเงินมากขึ้นจนถึงระดับที่มีอิสระภาพทางการเงินอย่างสมบูรณ์และก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดก็คือ  ความรู้สึกถึง “ความมั่นคงในชีวิต” หลังจากนั้น  เงินที่มากขึ้นผมก็ไม่ค่อยจะรู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้นตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น  มันกลายเป็น “ตัวเลข” ที่เปลี่ยนไปมา  บางทีก็เศร้าในวันที่มันตกลงมาไม่หยุดหย่อน

ดังนั้น  หลัง ๆ  ก็พยายามหาความสุขอย่างอื่นที่จะหาได้ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ  น้อย ๆ  แต่มันก็เป็นความสุข  บางทีนี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าตนเองแก่แล้ว  ไม่ชอบมองไปข้างหน้า  คิดถึงแต่ความหลังและปัจจุบัน