สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด?
เหนือคาดจริงๆ เมื่อตลาดหุ้น Wall Street ยังทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในกลางปีนี้ ทั้งๆ ที่แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังสูง ค่าเงินเยนผันผวนกำลังป่วนโลก ตลาดฝั่งเอเชียกำลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ตลาดส่งสัญญาณอะไรกันแน่…
- นับถอยหลัง ‘Yen Carry Trade’ เงินทุนทั่วโลกเปลี่ยนทิศ
- จับสัญญาณตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้น สู้ดอกเบี้ยสูง
นักลงทุนหลายกลุ่มอาจจะตั้งหลักไม่ทันกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ที่เหมือนจะหลับแต่กลับตื่นมาได้แบบดื้อๆ ซะงั้น แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าได้แรงส่งหลักๆ ของผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาของบริษัทในตลาดที่ออกมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ตลาดเพิ่งร่วงแรงเมื่อ 1-2 เดือนก่อน จู่ๆ ก็พลิกฟื้นกลับมาทำ All Time High ได้ ต้องไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไรไตรมาสนี้เท่านั้นแล้ว
ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียกำลังร่วงหนัก แต่ Wall Street สวนทางกลับมา ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนตกรถไฟเที่ยวนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจะวางเกมลงทุนอย่างไรดี เพื่อจำกัดความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนยังสามารถเติบโตในระยะยาว
นับถอยหลัง ‘Yen Carry Trade’ เงินทุนทั่วโลกเปลี่ยนทิศ
ความขมุกขมัวหรืออึมครึมของตลาดการเงินโลกในช่วงนี้กำลังตึงเครียดจากประเด็นร้อนอย่าง ‘Yen Carry Trade’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้นและพันธบัตร เพื่อนำเงินกลับไปคืนที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยน นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ในเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาใหญ่และหนักหน่วงยิ่งขึ้นเมื่อ ‘เงินเยน’ ร่วงหนักแตะ 164 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 140 ปี เป็นที่มาให้ ‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ สั่งซื้อเงินเยนโดยตรงจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ดันให้ค่าเงินเยนเด้งแข็งค่าขึ้นทันทีอยู่ที่ระดับ 157.30 เยน/ดอลลาร์
บลูมเบิร์กระบุว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงของการ ‘กู้ในกู้ซ้อนอีกที’ เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สนับสนุนให้ญี่ปุ่นใช้โครงการ Foreign and International Monetary Authorities (FIMA) Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน และช่วยลดแรงกดดันและปกป้องตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด
กลไกการทำงานของ FIMA Repo จะช่วยให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถนำพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่มาเป็นหลักประกัน เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์ โดยไม่ต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกไปในตลาดรอง
วิธีนี้ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถหาเงินดอลลาร์มาแทรกแซงเพื่อเพิ่มความต้องการเงินเยนได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาตรงๆ จึงช่วยจำกัดความผันผวนของค่าเงินและยังเรียกความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินของญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาบอนด์สหรัฐฯ ด้วย
เหตุผลสำคัญที่ทำให้การอ่อนค่าของเยนในรอบนี้ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นเดินคนละทางกับโลก หลังจากญี่ปุ่นติดกับดักเศรษฐกิจฝืดมาหลายทศวรรษ ‘Lost Decade’ และใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (ติดลบ) อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ญี่ปุ่นเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกที่สุด
นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปลงทุนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกระจายไปยังประเทศต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้เกิด Yen Carry Trade ที่ฝังรากอยู่ในตลาดลงทุนทั่วโลกทุกวันนี้ เพราะตราบใดที่เงินเยนอ่อนค่า นักลงทุนจะได้กำไรทั้งจากส่วนต่างดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน แต่หากวันหนึ่งเยนกลับมาแข็งค่า นักลงทุนจะต้องรีบซื้อเยนกลับไปคืนหนี้ นี่คือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น
เพราะปัจจุบัน BOJ พยายามที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้อยู่ที่ 0.1 – 0.25% ส่วนสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดในรอบหลายปีและวันนี้ทรงตัวระดับสูงอยู่ที่ 5.25 – 5.50% ล่าสุดตลาดคาดการณ์ Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลง ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้ตลาดมากขึ้น
ฉะนั้น ยิ่ง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า Bond Yield ญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ ก็ทำให้เงินยิ่งไหลเข้าสหรัฐฯ และเงินเยนก็อ่อนค่าลงไปอีก
ทุกครั้งที่โลกเกิดกระแสญี่ปุ่นดึงเงินกลับ ตลาดการเงินทั่วโลกจะปั่นป่วนตามๆ กัน เพราะจะเป็นวันที่นักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจกัน ‘คืนเงินเยน’ ด้วยการเทขายพันธบัตร หุ้น หรือค่าเงินของประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อปิดสถานะ หรือ Unwind Carry Trade และคืนเงินกู้สกุลเยน
ช่วงนี้ตลาดเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติจะถูกเทขายก่อน จึงเห็นตลาดหลายแห่งปรับตัวลงแรงกว่าสหรัฐฯ ขณะที่การแทรกแซงเงินเยนเพียงอย่างเดียวมักมีผลจำกัดและได้ผลแค่ระยะสั้น หากปัจจัยพื้นฐานด้านดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศนี้ยังมีส่วนต่างกันมากอยู่
และนี่คือคำตอบว่า ทำไมการตอบสนองของตลาดจึงออกมาต่างกัน เพราะตลาดเอเชียได้รับผลกระทบจากกระแสเงินทุน ส่วนตลาดสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากกำไรบริษัทในตลาดที่ออกมาแข็งแกร่งและความคาดหวังในระยะข้างหน้าจากเศรษฐกิจ AI
หลายคนมีคำถามว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในรอบนี้กำลังสร้างความเสี่ยงหรือไม่
แน่นอนว่าทั้งคู่มีความเสี่ยงเหมือน ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ จุดตายของทั้งสองประเทศคือมีหนี้สาธารณะสูง โดยสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 120% ของ GDP แนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงยาวนานจะยิ่งเพิ่มภาระจ่ายที่หนักท่ามกลางปัญหารัฐบาลขาดดุลงบประมาณหนักอยู่แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ เตรียมจะออกพันธบัตรอีกจำนวนมากทั้งส่วนพันธบัตรที่ครบอายุโดย Roll Over และส่วนที่ออกใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลฯ จึงอาจต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงเพื่อจูงใจนักลงทุนและเพื่อชดเชยความเสี่ยง
ปัจจุบันแม้ Fed พยายามอั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายออกไปให้ช้าที่สุด แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลาดเมิน Fed เรียบร้อยแล้ว สะท้อนผ่าน Bond Yield สหรัฐฯ ระยะยาวที่เด้งขึ้นแรง โดยเฉพาะ Bond Yield อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูง สำหรับอายุ 10 ปี ก็ดีดตัวขึ้น ด้าน Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Fed กล่าวว่าตลาดกำลังทดสอบความสามารถของ Fed ในการคุมเงินเฟ้อ
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูไม่ใช่เพียงว่า Bond Yield สหรัฐฯ จะขึ้นหรือลง แต่คือญี่ปุ่นจะปล่อยให้ผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเยนปรับตัวอย่างไร หาก BOJ เดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ ยังมี Bond Yield สูง ความเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลกอาจเปลี่ยนทิศได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลัง
จับสัญญาณตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้น สู้ดอกเบี้ยสูง
ผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกจะเป็นอย่างไรหากเกิดการปิดสถานะ Carry Trade พร้อมกัน?
แนวโน้มตลาดโลกยังมีความผันผวนเพิ่มขึ้นสิครับ!!
วันนี้เงินไหลเข้าหาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา S&P 500 กลับมาทำนิวไฮรับข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในตลาดที่ประกาศกำไรเติบโตดีเกินคาด ปัจจุบัน Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 21 เท่า ปรับขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดือนก่อนหน้านี้ที่ตลาดร่วงแรง Forward P/E อยู่ราว 19-20 เท่า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี
ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี Forward P/E อยู่ที่ 16.3 เท่า ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่ที่ 12 เท่า โดยญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลกลับและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยที่ขาขึ้นนี้
จีน ได้รับผลกระทบจากเงินทุนต่างชาติและความเชื่อมั่นหากเงินดอลลาร์แข็งค่า
ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย มีโอกาสที่เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
ช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดสายแข็งยังต้องยกให้กับ Wall Street ที่กำลังสะท้อนการลงทุนข้ามช็อต เมื่อตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ‘อนาคต’ มากกว่า ‘ปัจจุบัน’ แม้จะมีบางกลุ่มยังติดใจกับกลุ่มหุ้น AI ว่า ‘ราคาหุ้น’ กับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ กำลังเดินคนละทางหรือเปล่า
เรามาดู 5 เหตุผลที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจในระยะยาว
เหตุผลแรก แม้วันนี้ Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ยมากนัก แต่ตลาดหุ้นกำลังมองไปข้างหน้า 6-12 เดือน หากนักลงทุนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ลดลง Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่านี้ หรือมีโอกาสลดดอกเบี้ยในอนาคต ตลาดมักจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนเศรษฐกิจจริง
เหตุผลที่สอง กำไรของบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯ ยังแข็งแรงมาก ตลาดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตัวเลขกำไรของไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีนี้ออกมาดีเกินคาด ภายใต้การนำของบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะ Microsoft, Amazon, Alphabet, Nvidia, Palantir วันนี้แรงซื้อในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มไม่ได้กระจุกแค่หุ้น AI แต่เริ่มขยายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน พลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม
เหตุผลที่สาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ดอกเบี้ยสูงแต่การจ้างงานยังแข็งแกร่ง การลงทุนภาคธุรกิจยังเดินหน้าโดยเฉพาะธุรกิจ AI และงบลงทุนที่ไม่ใช่ AI ก็ยังเติบโต ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ทรุดแรง
ตลาดกำลังมองว่า ‘Higher for Longer แต่เศรษฐกิจยังโตได้’ ทำให้ตลาดยอมรับดอกเบี้ยสูงได้มากกว่าที่เคยคาดไว้ ทั้งนี้ Fed คาดการณ์ GDP ปีนี้ยังเติบโตได้ดี
เหตุผลที่สี่ เงินลงทุนทั่วโลกยังเลือก ‘สหรัฐฯ’ แม้หลายตลาดจะปรับตัวลง แต่สหรัฐฯ ยังถูกมองว่ามีความเป็นมหาอำนาจโลก เป็นเจ้าเทคโนโลยี วัฏจักร Super AI กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ล้วนเป็นแรงส่งให้ภาคธุรกิจมีกำไร บริษัทเติบโตต่อเนื่อง บริษัท AI ชั้นนำยังไปต่อ ตลาดมีสภาพคล่องสูงแม้อาจจะมีประเด็น Yen Carry Trade ตกค้างในตลาดก็ตาม แต่สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก
เหตุผลสุดท้าย ตลาดมองข้ามข่าวลบระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น และการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากตัวแปรเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลลบกระทบต่อกำไรบริษัทโดยตรง
สิ่งที่ต้องระวังหลังจากนี้ แม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะทำ All Time High แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไป ได้แก่
- Valuation ของหุ้น AI ที่อยู่ในระดับสูง แม้ในวันนี้ราคาจะปรับฐานย่อลงมาในช่วงครึ่งปีแรก แต่ตลาดกำลังจับตาผลตอบแทนความคุ้มค่าในการลงทุน (Capex) ของบรรดาบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเม็ดเงินกว่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
- หากผลประกอบการของบริษัทเริ่มต่ำกว่าคาด ตลาดอาจปรับฐานได้แรงในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักมากกว่า 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ผลประกอบการของหุ้น AI ยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด
- หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร กลับมาพุ่งขึ้นอีก อาจกดดันหุ้นเติบโตซึ่งหลักๆ คือกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
- หากการคลี่คลายของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สะดุดลง โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่จะกระทบให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นใหม่ และส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวกลับมาได้อีก อาจจะทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาดและจะกดดันความเชื่อมั่นได้
ฉะนั้น หากกำไรของบริษัทเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น ก็จะทำให้ Valuation ถูกลงในเชิงเปรียบเทียบ เท่ากับว่า S&P 500 กำลังถูกลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก
ทำสิ่งที่ควบคุมได้ ‘กระจายความเสี่ยง-DCA-Rebalance’
ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เชียร์ให้ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ อย่างเดียวนะครับ เพียงแต่ว่าการลงทุนใน S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเบอร์หนึ่งของโลก นักลงทุนชื่อดังของโลกอย่าง ‘Warren Buffett’ ย้ำตลอดว่า ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ขึ้น ให้ Stay Invested และหุ้นสหรัฐฯ ยังต้องมีติดพอร์ตไว้!
ยิ่งในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่มีใครสามารถควบคุมตลาดได้ สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือ ‘การจัดพอร์ตให้เป็น’ คือสิ่งที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด
ในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เราไม่มีทางรู้ว่า…ตลาดจะขึ้นหรือลง ปีหน้าประเทศไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด หรือข่าวไหนจะทำให้ตลาดผันผวน
แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ‘วิธีลงทุน’ ของตัวเอง เน้นที่
- กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมเพราะโลกแบ่งขั้วมากขึ้น
- ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี
- หมั่น Rebalance พอร์ต เป็นการดูแลเก็บเกี่ยวผลกำไรเมื่อสุกแล้ว
เมื่อเราคาดเดาตลาดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ และหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงได้ดีที่สุด
พอร์ตแรกที่ต้องสร้างให้มั่นคงคือ Core Port (70-80%) เน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ กระจายทั่วโลกทั้งหุ้นและพันธบัตร โดยยังคงมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลัก เพราะยังเป็นเศรษฐกิจและศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เมื่อพอร์ตหลักสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่อง
ก็ถึงเวลาจัดพอร์ตรองคือ Satellite Port (20-30%) เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการเติบโต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center ที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และต้องกระจายลงทุนไปยังตลาดที่ยังมี Valuation น่าสนใจ นำโดยมหาอำนาจเบอร์สองของโลกอย่างจีนและฮ่องกง ส่วนอินเดียและเวียดนามเป็นฐานการผลิตของโลก
ข้อดีของการกระจายลงทุนทั้งในแง่ของภูมิภาค ตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโต และในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลาย ซึ่งตราสารหนี้ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้นจะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ต และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด
สิ่งที่สำคัญในการจัดพอร์ต Core & Satellite ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษาการลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนครับ เพราะโลกการลงทุนมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงมากตามไปด้วย และแน่นอนตัวคุณเองต้องศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ที่อยากลงทุน ประเทศที่สนใจ หากคุณมีความรู้ความเข้าใจที่มากพอ จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้บนระดับความเสี่ยงที่รับไหว ซึ่งคุณต้องถามตัวเองให้ชัดว่า ลงทุนแบบนี้แล้วจะกินอิ่มนอนหลับหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่มองแค่ภาพระยะสั้นหรือวันที่ตลาดขาขึ้น แต่ต้องมองวันที่ตลาดตกลงเห็นตัวแดงติดลบ คุณมีความอดทนระดับใด
การลงทุนของปู่ Buffett ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง แก่นแท้สำคัญมาจากความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองในตลาด เพราะตลาดคือเวทีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ แกว่งไปมาระหว่างความโลภสุดขีดและความกลัวสุดขีด
“จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว” เป็นคำเตือนใจนักลงทุนให้มีสติอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ของตลาดจะเป็นอย่างไร แต่นักลงทุนไม่น้อยยังแพ้อารมณ์ตลาด
กลยุทธ์ที่สอง DCA เป็นวิธีทยอยลงทุนต่อเนื่อง อาจไม่ได้ซื้อได้ในราคาที่ต่ำสุด แต่การลงทุนสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้เงินต้นและผลตอบแทนค่อยๆ ทบต้น และในเวลาที่ตลาดลง แม้มูลค่าพอร์ตจะหายไป แต่เงิน DCA ที่ใส่เพิ่มเข้าไปใหม่ อาจกำลังซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ถูกลง เมื่อวันที่ตลาดเริ่มฟื้นกลับมา หุ้นที่เคยติดลบหนักก็ฟื้นแรงกว่าที่หลายคนคิด การ DCA ทำได้ทั้งในพอร์ตหลักและพอร์ตรอง ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินของตัวคุณ
ผมเองก็เคยมีช่วงที่พอร์ตติดลบหนักเกือบ -50% ในพอร์ต Thematic Optimize ที่ถึงจะใส่เงินเข้าไปเท่าไหร่ก็เหมือนเงินหายต่อหน้าต่อตา ‘DCA ปุ๊บ หุ้นก็ร่วง DCA อีก พอร์ตก็ยิ่งแดงกว่าเดิม’ แต่ก็ไม่ได้หยุด DCA ทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้พอร์ตอาจลงต่ออีกก็ได้ ผลลัพธ์ในวันนี้ พอร์ตฟื้นกลับมากำไรมากกว่า +100%
จริงๆ ในช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอก ว่าตลาดจะกลับมาเมื่อไหร่ จุดไหนคือต่ำสุด และหลายคนกลัวการลงทุนและหยุดไปเลย เพราะเวลาพอร์ตติดลบหนักๆ เสียงในหัวจะเริ่มดัง ‘หรือเราคิดผิด?’ ‘หรือมันจะไม่กลับมาแล้ว?’ ‘หรือควรรอก่อนดี?’
นี่คือบทพิสูจน์ใจคน อาจไม่ได้มาตอนช่วงพอร์ตกำไร แต่มาตอนที่พอร์ตติดลบ -50% แล้วเรายังลงทุนต่อไหวหรือเปล่า
คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้อารมณ์ตัวเอง ขายตอนกลัว แล้วกลับไปซื้อใหม่ตอนทุกอย่างแพง
กลยุทธ์ Rebalance เป็นงานสำคัญของนักลงทุนที่ต้องให้เวลาในการดูแลสินทรัพย์ที่ลงทุนไปชั่วระยะหนึ่ง ว่าผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง หากตัวไหนได้ตามเป้าหมายก็สามารถแบ่งขายบางส่วนออกมา เพื่อรอจังหวะลงทุนรอบใหม่ในสินทรัพย์ที่สนใจต่อไป ซึ่งเรียกว่า ‘ให้เงินทำงาน’ ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่นคงมั่งคั่งรองรับการมีเงินใช้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิต
สุดท้ายนี้ ผมขอฝาก 3 สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรลงทุนนอกเหนือจากตัวเงิน นั่นคือ ลงทุนในความรู้ เพราะต่อให้เงินหมด มีความรู้ก็หาใหม่ได้เสมอ และลงทุนในสุขภาพ ยิ่งร่างกายแข็งแรงและอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งทำงานได้มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น สิ่งสุดท้ายคือ ลงทุนในความสัมพันธ์ เมื่อมีเงิน มีความรู้ มีสุขภาพดีแล้ว ก็ต้องมีคนรอบข้างที่รักและหวังดีด้วย ชีวิตถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง และมีฐานะการเงินที่ยั่งยืน