ฉันยังไม่อาจกลับไปคืนดีกับชีวิต We Do Not Part (มิพรากจาก มิอำลา)
ฮันกังเกิดที่เมืองควังจู และย้ายไปโซลพร้อมครอบครัวเมื่ออายุ 9 ขวบ
4 เดือนให้หลังการโยกย้าย (พฤษภาคม ปี 1980) บ้านเกิดของฮันกังก็เกิดเหตุ ‘การลุกฮือที่ควังจู’ (Gwangju Uprising) จากจุดเริ่มต้นประท้วงรัฐบาล บานปลายไปสู่สถานการณ์วุ่นวายจลาจล มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาควบคุมฝูงชนด้วยมาตรการแข็งกร้าว แล้วยกระดับเป็น ‘การใช้ความรุนแรง’ เข้าปราบปราม ลงท้ายก็กลายเป็นการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมอำมหิต สยดสยอง และน่าเศร้าสะเทือนใจ
ฮันกังเคยเปิดเผยไว้ว่า การย้ายบ้านโดยบังเอิญของครอบครัว ก่อนที่จะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมร้ายแรงครั้งนั้น แบบคลาดกันในระยะเวลาเฉียดฉิวแค่ไม่กี่เดือน ทำให้ต่อมาเมื่อเติบโต มีโอกาสรับรู้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘การลุกฮือที่ควังจู’ มากขึ้น เธอจึง ‘รู้สึกผิดที่รอดชีวิตมาได้’
ความคิดความรู้สึกดังกล่าว เป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันอย่างหนึ่งในการเขียนนิยายของฮันกัง ซึ่งเกือบทุกเรื่อง มี ‘จุดร่วม’ กว้างๆ ว่าด้วยการสำรวจบาดแผลจากประวัติศาสตร์, ความทรงจำอันเจ็บปวด, ความโหดร้ายทารุณที่ผู้คนกระทำต่อกันอย่างไร้มนุษยธรรม และสภาพจิตใจอันเปราะบางทุกข์ทรมานของตัวละคร
ฮันกังได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ปี 2024 ด้วยความเห็นสรุปจากคณะกรรมการ “สำหรับงานเขียนร้อยแก้วเชิงกวีที่ทรงพลังของเธอ ซึ่งเผชิญหน้ากับบาดแผลทางประวัติศาสตร์ และเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตมนุษย์” (“for her intense poetic prose that confronts historical traumas and exposes the fragility of human life”)
นิยายเรื่อง Human Acts ฉบับภาษาเกาหลี ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2014 เล่าถึง ‘การลุกฮือที่ควังจู’ ผ่านมุมมองของตัวละครกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และตกเป็นเหยื่อ เพื่อสะท้อนแง่มุมเกี่ยวกับความเจ็บปวด ความสูญเสีย และบาดแผลในใจที่ไม่มีวันลบเลือน
หลังจากเขียนนิยายเรื่องนี้จบลง ฮันกังก็ ‘ฝันร้าย’ เกี่ยวข้องกับ ‘การลุกฮือที่ควังจู’ อยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นเป็นฝันที่เด่นชัด ว่าตัวเธออยู่บนชายหาดที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีต้นไม้สีดำนับพันต้นโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ลำต้นโน้มลง จนดูเหมือนคนนับพัน ทั้งชาย หญิง และเด็กกำลังห่อไหล่ท่ามกลางหิมะ และทำให้นึกไปถึงศพจำนวนมากที่ถูกฝังในบริเวณรายรอบ
ฮันกังถ่ายทอดรายละเอียดในความฝัน ออกมาเป็นข้อเขียน 2 หน้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฉากเปิดของนิยายเรื่อง We Do Not Part
นอกจากจะถูกรบกวนจิตใจด้วยฝันร้ายแล้ว ในทางกายภาพ ฮันกังยังปวดหัวจากไมเกรนกำเริบ ปวดท้องเกร็ง เป็นอาการที่เรียกกันว่า Vicarious trauma หรือภาวะบาดเจ็บทางจิตใจ จากการรับรู้เรื่องราวของผู้อื่นอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน จนซึมซับรับเอาความทุกข์ ความเจ็บปวด บาดแผลทางใจต่างๆ เข้ามาเป็นของตนเอง แล้วเกิดปฏิกิริยากับร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
ฮันกังนำเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเหล่านี้ มาจำลองลงไปในบทแรกๆ ของนิยาย We Do Not Part
ฤดูร้อนปี 2014 ตัวละครผู้เล่าเรื่องที่ใช้สรรพนามว่า ‘ฉัน’ เพิ่งมีผลงานหนังสือเกี่ยวกับ ‘การสังหารหมู่ในเมืองนั้น’ ตีพิมพ์ออกมา แล้วเริ่มฝันร้ายซ้ำๆ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้จนกินอะไรไม่ลง นอนไม่หลับเพราะกลัวความฝัน แยกตัวเองออกมาจากครอบครัว ไม่พบปะใคร กักตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกไปไหน ความหมกมุ่นสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือพยายามจะเขียนจดหมายอำลาสั่งเสีย (โดยที่ยังนึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงใคร) เมื่อเขียนไปได้สักพักก็ไม่พอใจ ฉีกทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้อยู่ตลอด
บทความชื่อ Exploring works of Han Kang โดย ฮวาง ดง-ฮี เผยแพร่ใน The Korea Herald เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2024 เล่าไว้ว่า ฮันกังประเมินและเรียกขานงานเขียนสะท้อนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มืดของเกาหลีอย่าง Human Acts และ We Do Not Part ว่ามีความสัมพันธ์ต่อกัน ในฐานะเป็น ‘นิยายคู่’
ทั้งสองเรื่องไม่ใช่นิยายภาคต่อ ต่างแยกจากกันเป็นเอกเทศ มีพล็อตเรื่อง เทคนิคสไตล์การเขียน วิธีเล่าเรื่อง ผิดแผกแตกต่างเป็น ‘คนละเรื่อง’
ขณะเดียวกัน นิยายทั้งสองเรื่องก็มีความละม้ายใกล้เคียง ที่ชวนให้นึกเปรียบเทียบกันอยู่ตลอด
ส่วนที่เด่นชัดมากคือเนื้อหาสาระ ซึ่งสะท้อนถึงความเจ็บปวด สูญเสีย จากประวัติศาสตร์เปื้อนเลือด ที่รัฐบาลต่อๆ มาพยายามจะปกปิด กลบเกลื่อน ละเว้นไม่กล่าวถึง และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้คนลืมเลือน
Human Acts บอกกล่าวเกี่ยวกับ ‘การลุกฮือที่ควังจู’ ปี 1980 ส่วน We Do Not Part เล่าขานถึง ‘การสังหารหมู่เชจู’ ปี 1948-1949
ปัจจัยต่อมาที่ทำให้เกิดความเป็นนิยายคู่กันคือ We Do Not Part เริ่มเรื่องด้วยฝันร้ายและความทุกข์ทรมานของ ‘ฉัน’ ซึ่งอิงจากชีวิตจริงของฮันกัง รวมทั้งการกล่าวพาดพิงอ้างถึง Human Acts (โดยไม่ระบุชื่อ) ทำให้นิยายสองเรื่องที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกันเลย เกิดลักษณะเชื่อมโยงเป็นการบอกเล่า ‘เรื่องราวต่อมา’
We Do Not Part เป็นเช่นเดียวกับ Human Acts ซึ่งสะท้อนถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์สังหารหมู่ โดยเจตนาละเว้นผ่านเลย ไม่เน้นการบอกเล่าในลักษณะให้รายละเอียดเชิงข้อมูล ไม่ได้ฉายให้เห็นภาพรวมวงกว้าง ไม่ได้อธิบายถึงต้นตอสาเหตุหรือความเป็นมาอันนำไปสู่การเข่นฆ่านองเลือด แต่มุ่งไปที่ชะตากรรมเลวร้ายซึ่งเกิดขึ้นกับผู้คนตัวเล็กๆ มากกว่า
เป็นการเสนอภาพระยะใกล้ ซึ่งมีเป้าหมายเจาะลึกเข้าไปในจิตใจของตัวละคร เพื่อสำรวจตรวจสอบความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน บาดแผลอันสลับซับซ้อน จากนั้นก็ตีแผ่ออกมาให้ผู้อ่านรับรู้เข้าใจ และเกิดความรู้สึกร่วมได้อย่างทรงพลัง
We Do Not Part เป็นนิยายในท่วงทีลีลาที่พล็อตมีน้ำหนักความสำคัญเป็นรองการพรรณนาแจกแจงรายละเอียด เป็นรองการจัดสรรเรียงลำดับเหตุการณ์ (หรือวิธีการดำเนินเรื่อง)
โครงสร้างการเล่าเรื่อง แบ่งออกเป็น 3 องก์ ตั้งชื่อไว้ว่า นก, กลางคืน และเปลวไฟ
ในภาค ‘นก’ คย็องฮา (‘ฉัน’ ผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่อง) ได้รับข้อความทางโทรศัพท์จากเพื่อนชื่ออินซอน ซึ่งประสบอุบัติเหตุนิ้วขาด และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในโซล ขอร้องให้มาหาเป็นการด่วน
เมื่อพบกัน อินซอนขอร้องให้คย็องฮาเดินทางไปยังบ้านของเธอที่เกาะเชจู เพื่อช่วยดูแลนกแก้วสีขาวชื่ออามา เพราะเกรงว่ามันจะอดข้าวอดน้ำและหนาวตาย
เรื่องราวถัดจากนั้น คือการเดินทางระหกระเหิน แข่งกับเวลา และมีอุปสรรคสำคัญคือพายุหิมะตกหนัก ทำให้เป้าหมายปลายทางเกาะเชจู จวนเจียนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ภาคต่อมา ‘กลางคืน’ เริ่มต้นด้วยเหตุพลิกผัน ชวนฉงนและสร้างความประหลาด และไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นคืออินซอนกลับมาที่บ้าน โดยไม่มีวี่แววว่าเคยประสบอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาใจความสำคัญของ ‘กลางคืน’ คือการพบเจอกันของตัวละครทั้งสอง นำไปสู่การหลั่งไหลของเรื่องราวมากมายในอดีตเกี่ยวกับการสังหารหมู่เชจู
ภาคสุดท้าย ‘เปลวไฟ’ เป็นเหมือนบทสรุป ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายที่ให้ความกระจ่าง แต่ขับเคลื่อนเรื่องราวมุ่งไปยังสถานการณ์และรายละเอียดบางอย่าง แล้วตัดจบลงฉับพลันในลักษณะ ‘ปริศนาธรรม’
เรื่องราวทั้ง 3 องก์ เล่าด้วยเนื้อความสั้นๆ เหมือนนำเอาโครงเรื่องหลักมาทุบจนแตกกระจายเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ จำนวนมาก แล้วนำมาร้อยเรียงใหม่ โดยไม่ได้ลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังตามเวลาที่เกิดขึ้น แต่สลับไปมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต (ซึ่งมีหลายช่วงเวลา)
นี่ยังไม่นับรวมว่า นิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยการบรรยายขับเน้นรายละเอียดหลายๆ อย่างในลักษณะตอกย้ำอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงหิมะอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนเป็นเสมือนอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ, การบรรยายแสงเงา ความสว่างความมืดอย่างถี่ถ้วน, การอธิบายความรู้สึกอันเกิดจากการใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆ (รวมทั้งความรู้สึกเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบกับร่างกาย เช่น หิมะตกมาโดนตัว) หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการเน้นย้ำเกี่ยวกับ ‘ประสาทสัมผัส’
We Do Not Part เป็นนิยายที่ผู้เขียนแสดงเจตนาตั้งใจเด่นชัด ในการทำทุกวิถีทางให้ผู้อ่านสับสน ไม่มั่นใจ และเกิดคำถามต่อหลายสิ่งหลายอย่าง จากการสร้างความคลุมเครือและปนเปกัน จนยากจำแนก ระหว่างความจริง ความฝัน ภาพหลอน ความทรงจำ และชีวิตหลังความตาย ออกจากกัน
พูดให้เป็นรูปธรรมขึ้น ในเบื้องต้น เรื่องเล่าที่พาผู้อ่านไปสดับรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ เผยปรากฎในลักษณะเป็นห้วงๆ ไม่ปะติดปะต่อ แต่แทรกสลับกับช่วงปัจจุบันขณะเข้ามาเป็นระยะๆ ด้วยรายละเอียดที่มีทั้งแตกต่าง เหมือน และคล้ายกัน โดยไม่ระบุลำดับเวลาก่อนหลัง
นิยายพาผู้อ่านไปไกลถึงขั้นหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคย็องฮาและอินซอน) แท้ที่จริงคืออะไร? และเป็นไปได้อย่างไร?
ข้างต้นนี้ ทำให้แลดูเหมือนเป็นนิยายอ่านยาก เข้าใจยาก ที่น่าเกรงขามชวนขยาดนะครับ แต่แท้แล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
We Do Not Part ไม่ใช่นิยายที่มุ่งแสดงความเป็นจริงเพื่อสนับสนุนเหตุการณ์เนื้อเรื่อง แต่ใช้ความพร่าเลือนระหว่างความจริง/ความไม่จริง เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอด ‘ความจริงทางด้านอารมณ์ความรู้สึก’ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ และเปี่ยมด้วยชั้นเชิงกลวิธีทางศิลปะ
มีบทวิจารณ์ชิ้นหนึ่ง แสดงความเห็นที่ผมอ่านเจอแล้วชอบมาก (ขออภัยที่ไม่สามารถให้เครดิตอ้างอิง เพราะผมเผลอกดลบทิ้งไป) เขียนเอาไว้ประมาณว่า “อาจฟังดูเหมือนไม่ใช่คำชม ในการบอกว่า สิ่งที่ฮันกังเขียนได้วิเศษมากในนิยายเรื่องนี้ก็คือ การบรรยายถึงสภาพดินฟ้าอากาศ”
ความเห็นข้างต้นปรากฏชัดอยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่ช่วงที่ขับเน้นจนเกิดความโดดเด่นเป็นพิเศษ คือ ช่วงที่เล่าถึงการเดินทางไปยังเกาะเชจูของคย็องฮาอันยากลำบาก แปลกที่แปลกถิ่น ปราศจากความรู้ความชำนาญ และสภาพดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ
การเขียนบรรยายดังกล่าว บวกรวมกับการเล่าตัดสลับเป็นห้วงๆ, คำบอกเล่าของคย็องฮา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ความรู้สึกและสิ่งต่างๆ ที่เธอคิดอยู่ในใจ), การตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าถึงหิมะ แสงแดด เงา ความมืด เปลวไฟ ความเหน็บหนาว รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการสัมผัส
ทั้งหมดนี้ผสมรวมกัน เกิดเป็นความพร่าเลือน ลบล้างเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความเหนือจริง จนทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนดำดิ่งเข้าสู่โลกแห่งความฝัน เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่แน่ใจ
เป็นท่วงทีลีลาการเขียน เพื่อทำให้ผู้อ่านตกอยู่ในสถานการณ์คลับคล้ายใกล้กับตัวละครคย็องฮา (แบบที่เรียกว่า ‘หัวอกเดียวกัน’) ซึ่งก็เต็มไปด้วยความงุนงงสงสัยสารพัดสารพัน และปราศจากคำตอบให้แก่ความผิดประหลาดที่เกิดขึ้นรอบตัวไม่แตกต่างกัน
พ้นจากนี้ การลบล้างเส้นแบ่ง ก่อให้เกิดความพร่าเลือนไม่แน่ชัด ยังนำไปสู่ความเหลื่อมซ้อนมากมาย ตัวอย่างเช่นการย้อนอดีตเป็นห้วงๆ บ่อยครั้ง ทำให้ผู้อ่านสงสัยและสับสนว่า เป็นเหตุการณ์ช่วงเวลาใด เกิดขึ้นกับใคร (ในเรื่องมีทั้งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับพ่อของอินซอน ลุงของเธอ รวมถึงผู้เคราะห์ร้ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนในครอบครัว)
ประมาณว่ารายละเอียดล้วนอยู่ในครรลองเดียวกัน จนเหมือนซ้ำซ้อน หรือปนเปกัน หรือจะกล่าวอีกแบบได้ว่าทุกตัวละครในโศกนาฏกรรม มีเส้นใยบางๆ ร้อยเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน
มีรายละเอียดในลักษณะแสดงถึงการสัมพันธ์เกี่ยวโยงทำนองนี้อยู่ในนิยายนับไม่ถ้วน เช่นว่า นิยายได้สาธยายอาการปวดไมเกรนของคย็องฮา หรือวิธีฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดเชื่อมต่อนิ้วที่ขาดของอินซอน ด้วยการเจาะเข็มให้เลือดออกทุกๆ 3 นาที เพื่อให้รู้สึกเจ็บปวด (อย่างแสนสาหัส) มิฉะนั้นเส้นประสาทใต้แผลอาจจะตาย แล้วทิ้งร่องรอยให้อ่านแล้วคิดสานต่อไปยังความเจ็บปวดจากโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ ใช้ความเจ็บปวดแบบหนึ่งทางกายภาพ เทียบเคียงความทุกข์ทรมานในจิตใจ ในแบบ ‘เกิดความรู้สึกร่วม’
คงจำได้นะครับว่า นิยายเรื่องนี้มีการพรรณนาเยอะแยะมากมายหลายตอน ซึ่งทำให้เรื่องหยุดนิ่ง ไม่เดินคืบหน้า เพื่อแวะจาระไนถึงการสัมผัสสิ่งต่างๆ หรือประสาทสัมผัส
ท้ายสุดแง่มุมปลีกย่อยเหล่านี้ ก็เกี่ยวพันกับใจกลางหลักของเรื่อง อย่างความปวดร้าวของเหตุการณ์ใหญ่ทางสังคม
สาระสำคัญเกี่ยวกับ ‘การสังหารหมู่เชจู’ นิยายเรื่องนี้ตีแผ่สะท้อนออกมาได้ ‘คม ชัด ลึก’ เหมือนชื่อหนังสือพิมพ์ จนไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก (ตรงนี้ยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่นิยายที่อ่านยาก เข้าใจยาก)
ความยอดเยี่ยมของ We Do Not Part อยู่ที่การบอกเล่าเนื้อหาเหล่านี้อย่างมีพลัง ผ่านชั้นเชิงกลวิธีทางศิลปะอันยอดเยี่ยม เป็นโครงสร้างการเล่าเรื่อง ดำเนินเรื่อง ตลอดจนกำหนดวางจุดหมายปลายทางของการเขียนเอาไว้สูงส่ง ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า ตั้งอยู่บนโจทย์ที่ยากและมีความทะเยอทะยานสูง
ผลที่ออกมานั้นบรรลุสำเร็จสมประสงค์ทุกประการนะครับ
พูดสั้นๆ คือ เป็นนิยายที่เขียนได้สละสลวยสวยงาม ประณีตบรรจงมาก คิดมาดีถี่ถ้วนในทุกรายละเอียด สามารถหยิบมาตีความได้หมดทุกอย่าง
อิทธิฤทธิ์ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ ในแต่ละรายละเอียดยังสามารถจับความหมายถอดรหัสออกมาได้หลายนัยยะอีกต่างหาก
มีตัวละครหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้เล่าถึง คือแม่ของอินซอน ซึ่งปรากฏผ่านคำบอกเล่าในอดีตหลายช่วงวัย (ตั้งแต่วัยเด็ก วัยสาว และวัยชรา)
ปริมาณการปรากฏบทบาทของตัวละครนี้ไม่มากนัก แต่ถ้าพิจารณาจากความสำคัญของเนื้อหาสาระ แม่ของอินซอนถือเป็นตัวเอกที่แท้จริงของนิยายเรื่องนี้ และนำไปสู่ความหมายของชื่อเรื่อง ‘มิพรากจาก มิอำลา’
เป็นความหมายถึงการไม่หยุดโศกเศร้า ไม่ลืมเลือน และไม่ยอมกล่าวคำอำลาต่อผู้ล่วงลับจากไปในเหตุการณ์สังหารหมู่เชจู
แน่นอนครับว่า ชื่อนิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีแค่หนึ่งความหมาย และไม่ได้เกี่ยวพันกับตัวละครแค่รายเดียว
We Do Not Part การสังหารหมู่ที่ควังจู การสังหารหมู่เชจู นรา พิสูจน์-อักษร มิพรากจาก มิอำลา วรรณกรรมแปล ฮันกัง
เรื่อง: นรา
นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม