we made it สวนใหม่หัวลำโพงที่ชุมชนร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียว
we made it คือความรู้สึกที่โครงการสวนสาธารณะแห่งใหม่ในซอยหน้าวัดหัวลำโพง เขตบางรัก ต้องการมอบให้ทุกคนที่มีส่วนร่วม ตั้งแต่นักศึกษา ชุมชน โรงเรียน เจ้าของธุรกิจ ภาคเอกชน ไปจนถึงภาครัฐ ที่ดินผืนเล็กราว 0.65 ไร่นี้เป็นที่ดินบริจาคให้กรุงเทพมหานคร และกำลังถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวภายใต้โครงการนำร่องของ we!park กลุ่มคนที่ตั้งใจชวนทุกภาคส่วนมาสร้างพื้นที่สาธารณะให้เมืองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โครงการกรุงเทพเมืองสีเขียว
สวนเล็กๆ เพื่อเป้าหมายใหญ่ของเมือง

เมื่อพูดถึงสวนสาธารณะ ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือพื้นที่กว้างขวาง แต่ยศพลมองไปไกลกว่าขนาด เขาโยงกับเป้าหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งใจเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรจาก 6.9 เป็น 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มสัดส่วนประชาชนที่เข้าถึงพื้นที่สาธารณะสีเขียวภายใน 400 เมตร จาก 13 เปอร์เซ็นต์เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มพื้นที่ร่มไม้ในเมืองจาก 17 เป็น 30 เปอร์เซ็นต์
ในเมืองที่หาที่ดินผืนใหญ่ได้ยาก เขาเห็นว่าทางออกคือกระจายสวนขนาดเล็ก (Pocket Park) ให้ทั่วถึง ซึ่งเมื่อทำงานกับภาครัฐ เขาพบว่ามีผู้บริจาคที่ดินให้กรุงเทพมหานครเพื่อทำสวนสาธารณะอยู่ไม่น้อย และยังมีที่ดินเล็กๆ ที่มีศักยภาพอีกมาก อีกแรงจูงใจหนึ่งคือภาษีที่ดินฉบับใหม่ซึ่งปรับขึ้นทุก 3 ปี เจ้าของที่ดินจึงอาจมอบพื้นที่ให้ใช้เป็นระยะเวลาที่กำหนดได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกให้ถาวร ส่วนงบประมาณ นอกจากเงินภาครัฐ ยังมีงบ CSR ของเอกชนที่นำมาใช้กับโครงการที่ได้ประโยชน์ร่วมกันได้
พื้นที่สาธารณะสีเขียวคืออะไร
บทความอธิบายว่า พื้นที่สาธารณะคือที่ที่ทุกคนใช้ได้อย่างอิสระโดยไม่มีแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ ส่วนพื้นที่สีเขียวคือพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหญ้า ต้นไม้ หรือพรรณพืชอื่นๆ เมื่อรวมกัน พื้นที่สาธารณะสีเขียวจึงเป็นที่ที่ทุกคนเข้าถึงและทำกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียม ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตทางกายและใจ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และฟื้นฟูระบบนิเวศในเมือง
กระบวนการที่ให้ทุกคนมีเสียง
ขั้นแรกหลังได้พื้นที่ ทีมวิเคราะห์ว่าที่นี่ควรเป็นสวนระดับชุมชนหรือพื้นที่สาธารณะระดับใด ตรวจสอบว่าชุมชนโดยรอบและผู้มีส่วนได้เสียพร้อมมีส่วนร่วมหรือไม่ และดูว่าภาครัฐหรือสำนักงานเขตเห็นด้วยหรือเปล่า ยศพลย้ำว่าความพร้อมของผู้มีส่วนได้เสียสำคัญที่สุด เพราะหากคนไม่ได้ร่วมคิด สวนก็ไม่อาจเป็นพื้นที่ของทุกคนได้ ภาคส่วนที่ต้องมาทำงานร่วมกันคือภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย นักวิชาชีพ และประชาสังคม
สำหรับพื้นที่ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ทีมเริ่มจากเวิร์กช็อปกับนักศึกษาเพื่อสร้างไอเดียตั้งต้น แล้วนำแบบไปพัฒนาต่อกับทีม Shma Soen โครงการนี้ไม่ได้จัดประกวดแบบเหมือนที่ตั้งใจทำในโครงการอื่น จากนั้นมีการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ มากกว่า 5 ครั้ง ทั้งแบบ Focus Group กับชุมชน กลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ และเจ้าของโรงแรม จนได้แบบล่าสุดที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย แล้วจัดกิจกรรมทดลองใช้พื้นที่ในรูปแบบ Mock-up Park เพื่อรับความเห็นมาปรับแบบอีกรอบ
จุดเด่นของการมีคนกลางอย่าง we!park คือสวนไม่ได้ “เสร็จสมบูรณ์” ตั้งแต่วันเปิด ยังปรับปรุงตามความต้องการใหม่ได้ ซึ่งต่างจากพื้นที่ของรัฐที่แทบแก้ไขอะไรไม่ได้
หน้าตาของสวน 3 ส่วน

แบบก่อสร้างล่าสุดแบ่งพื้นที่ 0.65 ไร่เป็น 3 ส่วน
- พื้นที่ออกกำลังกาย มีลู่จ็อกกิ้งวนรอบสวนระยะสั้นๆ ที่นั่งสำหรับผู้สูงวัย และสวน 3 แบบล้อมรอบ คือสวนดอกริมรั้ว สวนนิเวศ และสวนผ่อนคลาย
- พื้นที่ทำกิจกรรม ประกอบด้วยลานข้างบ้าน ลานพบปะ ลานสนุก และลานนวดเท้า
- ศาลาพักผ่อน ได้แก่ ศาลาต้นไม้ ศาลาข้างบ้าน ศาลาชิงช้า ศาลาสุขภาพ และศาลาทำการบ้าน ซึ่งเด็กๆ ครู และผู้ปกครองถูกใจเป็นพิเศษ เพราะใช้นั่งรอผู้ปกครองมารับได้อย่างปลอดภัยและอยู่ในสายตา
การออกแบบเน้นบรรยากาศแบบบ้านๆ เหมือนละแวกบ้าน ใช้ประตูบานเฟี้ยมและระแนงเป็นองค์ประกอบ ใช้สีโทนไม้ให้อบอุ่น สำรวจชุมชนเพื่อเลือกพรรณไม้ที่คนปลูกอยู่แล้ว เพิ่มไม้ดอกสีสดตามที่คุณป้าอยากได้ และเลือกพืชร่มเงาที่เป็นอาหารสัตว์เล็ก มีทั้งสมุนไพรและไม้กลิ่นหอมอ่อนๆ
ให้เพื่อนบ้านรู้จักกันผ่านการดูแลสวน
ยศพลเชื่อว่ากระบวนการที่ดีสะท้อนออกมาเป็นกายภาพที่ดี สังคมที่ดี และความยั่งยืน รอบสวนมีร้านกาแฟ คอนโดมิเนียม โรงแรม วัด และสถานศึกษา เขาหวังให้ลานกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้ ตัวอย่างที่เขาเล่าคือ บ้านติดสวนอาจถือกุญแจช่วยเปิด-ปิด Too Fast To Sleep ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอาจช่วยเป็นหูเป็นตาด้านความปลอดภัย และลูกบ้านของอนันดาอาจย้ายกิจกรรมจากในอาคารมาจัดที่สวน ส่วนกิจกรรมอย่างรำเทศกาลที่ชุมชนเคยจัดในพื้นที่คับแคบ ก็มาใช้ลานของสวนได้ เขาจึงมองว่านี่ไม่ใช่แค่การทำสวน แต่คือการสร้างสังคมผ่านสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ we!park
ระดมทุนเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ
โครงการคาดว่าจะเปิดใช้งานในเดือนพฤษภาคม (ตามบทความฉบับตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2564) ด้านงบโครงสร้าง ร้อยละ 90 มาจากกรุงเทพมหานคร ส่วนร้อยละ 4.8 เปิดระดมทุนสาธารณะแบบ Crowdfunding ผ่านเทใจดอทคอม สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น เครื่องออกกำลังกาย โต๊ะ และม้านั่ง
ยศพลอธิบายว่านี่เป็นโครงการเชิงทดลอง เพื่อเรียนรู้และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่เฉพาะชุมชนใกล้เคียง ทุกขั้นตอนจะถูกสรุปเป็นคู่มือเสนอต่อกรุงเทพมหานคร ชุมชน หรือผู้สนใจนำไปต่อยอด และเขาหวังให้ กทม. พิจารณาปรับกฎระเบียบ เช่น เปิดให้ตั้งกองทุนหรือจัดกิจกรรมหารายได้ในพื้นที่ เพื่อดึงให้คนมาสร้างพื้นที่แบบนี้มากขึ้น
เมล็ดพันธุ์จากนักศึกษา
อีกมิติคือการเปิดให้นักศึกษามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเหมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์ เด็กๆ ได้ฝึกทักษะการทำพื้นที่สาธารณะ และได้เรียนรู้ชีวิตจริง ทั้งวิธีคุยกับชุมชน อุปสรรคในกระบวนการของรัฐ และการมองหลายมุม ยศพลมองว่ากระบวนการนี้ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างรุ่น และลดข้อขัดแย้งลง เขาอยากให้ทุกสาขาวิชามีส่วนร่วมได้ ไม่เฉพาะสถาปัตยกรรมหรือชุมชน เช่น นักศึกษามานุษยวิทยา สังคมศาสตร์ บัญชี กฎหมาย หรือนักออกแบบกราฟิกและแสง ก็ช่วยออกแบบป้ายและไฟในสวนได้ ล่าสุดมีนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์สมัครเข้ามาเสนอทักษะของตัวเอง
ความหวังต่อเมืองที่อยู่ร่วมกันได้
ยศพลมองว่าชีวิตคนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้เป็นการดิ้นรนมากกว่าการใช้ชีวิต และต้องจ่ายแพงทั้งที่เป็นเรื่องพื้นฐาน อย่างอากาศบริสุทธิ์และการเดินอย่างสะดวก เขาคิดถึงยุคที่สนามหลวงเป็นที่เล่นว่าวและนอนพักได้ และเชื่อว่าเมืองที่มีอิสระและปลอดภัยเป็นเรื่องเดียวกับการมีพื้นที่พบปะพูดคุย
โครงการนี้จึงไม่ได้หมายถึงสวนเพียงแห่งเดียว แต่เป็นการเปิดทั้งพื้นที่และกลไกให้ทุกฝ่ายปรับบทบาท รัฐต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน ชุมชนต้องลุกขึ้นทำบางอย่าง เอกชนและนักวิชาชีพก็มีหน้าที่ของตน เขาไม่ได้มองว่าใครมีหน้าที่พลเมืองมากน้อยต่างกัน เพียงแต่แต่ละคนมีความพร้อมไม่เท่ากัน และเมื่อมีโอกาส ทุกคนพร้อมลงมือ เขาจึงยังมีความหวังกับพลังของผู้คนในยุคนี้
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ CloudPang