ผู้คนเผชิญความเครียดและหมดไฟ ททท. ปั้น “Wellness” จุดขายใหม่ ดันไทยสู่หมุดหมายท่องเที่ยวสุขภาพและเยียวยา - เส้นทางเศรษฐี
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ในงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย
นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยในช่วง Executive Talk ภายใต้หัวข้อ New Tourism ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่ ว่า ที่ผ่านมา ททท. มีการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด จากเดิมเน้นขายจุดหมายปลายทาง (Destination) หรือวัฒนธรรมเป็นหลัก มาเป็นการเพิ่มประสบการณ์เชิงบวกให้มากขึ้น โดยนำเสนอคุณค่าผ่านเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy)
พร้อมปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินงาน จากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นการสร้าง Quality Volume หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ตามนโยบาย Value Over Volume โดยเน้นการสร้างมูลค่าจากการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น การขยายระยะเวลาพำนัก (Long Stay)
การกระจายรายได้ให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไหลลงสู่ชุมชนและผู้คนระดับรากหญ้ามากขึ้น ไม่กระจุกตัวแค่ในธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างความยั่งยืนในการท่องเที่ยวผ่านการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
นายนิธี กล่าวว่า เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ หรือตลาด Wellness Economy กลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่ามหาศาลและความพร้อมของประเทศ โดย Wellness Tourism & Medical Wellness ถือเป็นโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพของโลกและประเทศไทย ที่เติบโตเร็วและมีมูลค่าสูง
โดยปี 2567 เศรษฐกิจ Wellness มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 7.9% เทียบกับปี 2566 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 42.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่า ปี 2572 จะโตได้กว่า 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งต้องร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ในเชิงนโยบายมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต เชิงผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ และมีสื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนมากขึ้น
“ททท. จะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน Thailand Wellness Valley ต่อเนื่องจาก Wellness Destination เพราะมีหลายจังหวัดที่มีความพร้อมขึ้นมาเป็นเมืองแห่ง Wellness ทั้งเรื่องบุคลากร สถานประกอบการ และองค์ประกอบอื่นที่สามารถเอื้อให้คนเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้นได้ ถือเป็นโอกาส เป็น Blue Ocean ใหม่ของประเทศไทย” นายนิธีกล่าว
โดย ททท. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ปัจจัยที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม ได้แก่
1. Life Economy การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่ตลาดโลกต้องการ
2. Subculture Economy เจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะทาง อาทิ กลุ่มคนชอบออกกำลังกายหรือเต้นตามสวนสาธารณะ ซึ่งสามารถขยายผลจากกลุ่มเล็กสู่กระแสหลักได้
3. Night Economy การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวในเวลากลางคืน อาทิ การทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมช่วงถัดไป อาจมีการหารือกันเพื่อปรับเวลาเปิดแหล่งโบราณสถาน หรือพิพิธภัณฑ์ถึงช่วงค่ำ จากเดิมปิด 17.00 น. อาจเปิดถึง 21.00 น. สร้างประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยว และช่วงเวลากลางคืนก็เป็นช่วงที่อากาศดีมากกว่าตอนกลางวัน
4. Circular Economy การปรับมุมมองสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และ 5. Platform Economy การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายนิธี กล่าวว่า ปี 2569 ยังคงเดินหน้าตามแคมเปญ Healing is the New Luxury ต่อเนื่องจากปี 2568 และไปต่อในปี 2570 ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะปัจจุบันผู้คนเผชิญกับความเครียดและภาวะหมดไฟ
ซึ่ง ททท.ได้กำหนดนิยามของความลักชัวรี ความหรูหราใหม่ว่าไม่ใช่เพียงสิ่งของราคาแพง แต่คือการได้รับการเยียวยา โดยส่งมอบผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1. Retreat บริการสปา นวดแผนไทย และบริการทางการแพทย์ 2. Ritual การสร้างที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผ่านความเชื่อ พุทธศาสนา และการฝึกสมาธิ 3. Revival วิถีชีวิต ทั้งการกิน การช้อป ที่ทำให้รู้สึกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 4. Rhythm กิจกรรมสนุกสนาน งานเทศกาล ประเพณีท้องถิ่นที่ช่วยปลดปล่อยพลังงาน และ 5. Relation การสร้างความผูกพันและมิตรภาพกับคนท้องถิ่น
Tags