WTI ปิดบวก 103 เหรียญ วิตกฮูตีโจมตีซาอุฯ กระทบอุปทานน้ำมัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ต.ค.69) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายวันศุกร์ (23 ต.ค.69) โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางอาจหยุดชะงักเพิ่มเติม หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานเหตุน้ำมันรั่วไหลนอกชายฝั่ง

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ หรือ 3.82% ปิดที่ 103.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 3.55 ดอลลาร์ หรือ 3.14% ปิดที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569

สำหรับภาพรวมการซื้อขายตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันมาจากความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันอาจหยุดชะงัก หลังกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก่อเหตุโจมตีหลายพื้นที่ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ตลาดกังวลถึงผลกระทบต่อกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า Saudi Aramco บริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย ได้สั่งอพยพพนักงานออกจากสำนักงานใหญ่ในเมืองดาห์ราน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวใกล้ประเทศบาห์เรน ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กับกลุ่มฮูตีในเยเมนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ UAE เปิดเผยว่า ตรวจพบน้ำมันรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเมืองอุมม์ อัลไกไวน์ อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการรั่วไหล รวมถึงชื่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการเดินเรือเปิดเผยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ Gem No. 2 ถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด บริเวณห่างจากชายฝั่งทางตะวันตกของอัลจาซีราใน UAE ประมาณ 13 ไมล์ทะเล หรือราว 24 กิโลเมตร

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดยังคงวิตกเกี่ยวกับเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันของโลก แม้ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะเริ่มเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเยเมนยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังกลุ่มฮูตีซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านรุกคืบเข้าใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปากทะเลแดง และมีบทบาทต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ข้อมูลจากสถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ซึ่งติดตามสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2560 ระบุว่า เดือนตุลาคมเป็นช่วงที่เกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเดินเรือใกล้เคียงรุนแรงที่สุด สะท้อนความเสี่ยงที่ยังคงกดดันภาคขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ

ด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ อาจสามารถยุติสงครามกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็ระบุว่า สหรัฐฯ อาจเลือกปล่อยให้ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายลง ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ในภูมิภาค

ส่วนมาตรการรับมือปัญหาอุปทานพลังงาน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้อนุมัติการแลกเปลี่ยนน้ำมันดิบฉุกเฉินจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ปริมาณสูงสุด 400,000 บาร์เรล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานที่ส่งผลต่อโรงกลั่น Lake Charles ของบริษัท Phillips 66 ในรัฐลุยเซียนา

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันในคลังสำรอง SPR ของสหรัฐฯ ปัจจุบันลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2525 หลังรัฐบาลทรัมป์นำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยดำเนินมาตรการระบายน้ำมันสำรองในช่วงที่รัสเซียรุกรานยูเครนเช่นกัน

ขณะเดียวกัน หน่วยงาน EBV ซึ่งรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำมันสำรองแห่งชาติของเยอรมนี ประกาศเปิดประมูลจำหน่ายน้ำมันดีเซล น้ำมันทำความร้อน และน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ นับเป็นการระบายน้ำมันครั้งแรกของเยอรมนี หลังประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 บรรลุข้อตกลงเมื่อต้นเดือนตุลาคมในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง เพื่อบรรเทาภาวะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอุปทานยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในลิเบีย โดยผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียเปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า วาล์วของท่อส่งน้ำมันจากแหล่งน้ำมันฮามาดาและทาฮาราไปยังท่าเรือซาวิยาถูกปิด ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันจากแหล่งดังกล่าวลดลง

อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลติดตามการเดินเรือระบุว่า น้ำมันดีเซลจากรัสเซียล็อตแรกที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หลังรัฐบาลมอสโกและวอชิงตันบรรลุข้อตกลงด้านการส่งออก กำลังถูกขนส่งโดยเรือบรรทุกน้ำมันที่มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศข้อตกลงดังกล่าวในเดือนตุลาคม โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ